(ในช่วงเวลาปกติ) Work From Home ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน

Work From Home มาตรการสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดปลอดภัยผ่านช่วงเวลาไวรัสระบาดนี้ไปได้ แต่ในช่วงเวลาปกติ นี่คือรูปแบบการทำงานที่ “มีแต่ข้อดี” จริงหรือ?

การได้ตื่นเช้ามาและไม่ต้องตาลีตาเหลือกพุ่งเข้าไปอาบน้ำ แต่งเนื้อแต่งตัว ออกไปเบียดเสียดกับผู้คนมหาศาลที่ต้องเดินทางไปทำงานในเวลาเดียวกัน ได้ตื่นมารดน้ำต้นไม้ เกาพุงหมาแมว ทำอาหารเช้าเบาๆ มารองท้อง ชงกาแฟสักแก้ว เดินไปนั่งประจำที่หน้าคอม และเริ่มทำงานได้เลยโดยที่ยังใส่กางเกงวอร์มอยู่ ดูจะเป็นความฝันขั้นสูงสุดของพนักงานบริษัทที่เบื่อหน่ายเหลือเกินกับการต้องทำตามกิจวัตรเดิมๆ ของการเข้าและเลิกงานตามเวลาเดิมทุกวัน แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำได้เลยเพราะบริษัทไม่มีนโยบายให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้

การมาถึงของโรค COVID-19 ครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นโอกาสแรกที่ทำให้พนักงานออฟฟิศเหล่านั้นสามารถใช้ชีวิตแบบที่นึกสงสัยมาตลอดว่าถ้าได้ทำจริงจะเป็นอย่างไร ในขณะที่นี่คือชีวิตในทุกวันของบรรดาฟรีแลนซ์

ตัวฉันเองเคยมีช่วงเวลาที่ออกจากงานประจำและ work from home อยู่หลายเดือน ได้ค้นพบความเป็นจริงว่า มันอาจจะเหมาะสำหรับหลายๆ คน แต่มันไม่เหมาะสำหรับฉันสักเท่าไหร่

ในช่วงเวลาที่เป็นพนักงานประจำ ฉันมักจะรู้สึกหงุดหงิดกับการประชุมอันแสนจะถี่ยิบ และดำเนินไปอย่างยืดเยื้อยาวนานจนเหมือนกับจะไม่มีจุดจบ ฉันมักจะคิดกับตัวเอง (หรือพูดออกมาดังๆ อย่างเหลือทน) ว่าเราจะทำงานกันเสร็จได้ยังไงถ้าจะประชุมกันเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้

หรือหงุดหงิดเวลาที่ฉันกำลังมีสมาธิเต็มที่กับการทำงาน เข้าสู่โหมด flow ที่ไม่คิดอะไรอย่างอื่นอีกเลยนอกจากงานที่อยู่ตรงหน้า แต่จู่ๆ ก็มีเพื่อนร่วมงานเดินเข้ามาชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ หรือปรึกษางานที่ไม่ได้เร่งด่วนอะไร แม้ฉันจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มและตอบกลับอย่างเป็นมิตร แต่ในใจมันสุดแสนจะขุ่นมัวเพราะการถูกกระชากออกจาก flow มันหมายความว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะกลับเข้าไปได้ใหม่ หรืออาจจะทำไม่ได้เลยจนถึงเวลาเลิกงานนู่น

เพราะฉะนั้นคนอย่างฉันก็น่าจะเหมาะกับการเป็นฟรีแลนซ์ ทำงานอยู่บ้าน ไม่มีใครมาต้อนเข้าห้องประชุม หรือเดินเข้ามาคุยให้เสียสมาธิ

แต่ไม่ใช่เลย เพราะเมื่อออกมาเป็นฟรีแลนซ์จริงๆ ฉันก็เจอปัญหาใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องดีที่จะได้เตือนคนที่กำลังจะต้อง work from home ว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่คุณจะเจอเหมือนกันก็ได้

ต้องบอกไว้ก่อนว่า ฉันเข้าใจดีว่าการ work from home เหมาะมากสำหรับคนหลายกลุ่ม คนที่ชอบการทำงานอยู่กับตัวเองจริงๆ แม่ที่เพิ่งคลอดลูกและต้องใช้เวลากับลูกน้อย คนที่ป่วย หรือมีข้อจำกัดทางร่างกายต่างๆ และแน่นอน มันเหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้ที่เราต้องเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลให้ได้มากที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายได้มากไปกว่านี้ และฉันก็ย้ำว่าเราทุกคนควรให้ความร่วมมือกับมาตรการนี้อย่างเข้มงวด ยิ่งเราเว้นระยะระหว่างกันได้มากแค่ไหน เราก็จะมีโอกาสรอดกันมากขึ้นเท่านั้น แต่ฉันเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้ลองคิดถึงอีกมุมหนึ่งของการ work from home เพื่อที่เราจะได้จัดการความคาดหวังของเราให้สะท้อนความเป็นจริงเท่านั้นเอง

Work from home มันก็ดีนะ

มีผลการวิจัยไม่น้อยเลยที่ระบุว่าการทำงานอยู่ที่บ้านทำให้ productivity สูงขึ้นกว่าการต้องเข้าออฟฟิศ อย่างเช่นการศึกษาของ AirTasker ที่บอกว่าคนที่ทำงานระยะไกลได้เปรียบคนที่เข้าออฟฟิศในหลายด้าน ทั้งการไม่ต้องเดินทางไกลกลับระหว่างบ้านและที่ทำงาน ทำงานอยู่บ้านจะออกกำลังกายได้มากกว่า มีช่วงเวลาพักเฉลี่ยนานกว่า และอยู่บ้านก็ยังทำงานได้เป็นจำนวนชั่วโมงที่มากกว่าด้วย

นอกจากนี้ การวางเลย์เอาท์ออฟฟิศแบบคูลๆ ที่นิยมทำกันมากตามแบบฉบับของบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เรียกกันว่า open-plan office ที่จับทุกคนมานั่งรวมกันในที่โล่งๆ ไม่มีฉากกั้น ไม่มีห้องแยก ก็ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอีก ฉันเคยคุยเรื่องนี้ไว้ใน The Reckless Princess Podcast ว่าออฟฟิศแบบเปิดโล่งนี้ลดประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้คน introvert ทนทุกข์ และยังเสี่ยงต่อการแพร่และติดเชื้อโรคต่างๆ ด้วย

Open Space Office

แต่…

แม้จะมีข้อดีของการทำงานที่บ้านมากมายเต็มไปหมด แต่ความคิดสร้างสรรค์และไอเดียนวัตกรรมใหม่ๆ ที่หายไปจากการทำงานระยะไกลเป็นสิ่งที่วัดค่าไม่ได้ง่ายๆ การทำงานอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานจะกระตุ้นให้เกิดการช่วยกันแก้ปัญหา ท้าทายความคิด ก่อให้เกิดไอเดียใหม่ๆ บางครั้งการเดินสวนกันและหยุดเพื่อพูดจาถามไถ่ก็อาจจะทำให้ปิ๊งไอเดียอะไรบางอย่างขึ้นมาในแบบที่ไม่ได้คาดหวังมาก่อนก็ได้ ซึ่งการสื่อสารกันในทีมผ่านโปรแกรมแชทไม่สามารถทำได้ดีเท่านี้

นี่คือสาเหตุที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีหรือบริษัทที่พยายามปรับตัวเองให้ทันสมัยทั้งหลายต้องสร้างส่วนกลางเท่ๆ อย่างโต๊ะพูล ห้องเล่นเกม ไมโครคิทเช่น (แพนทรี่) หรือคอมม่อนแอเรียขึ้นมา ก็เพื่อให้พนักงานสามารถเจอหน้ากันได้ตลอดเวลา เนื่องจากเชื่อว่าไอเดียส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากหน้าคอม แต่เกิดจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนและบทสนทนาแบบแรนดอมนี่แหละ

บริษัทไหนไม่มีโต๊ะพูล ก็ยังมีศูนย์รวมอันแสนจะคลาสสิค ถ้าเป็นฝรั่งก็จะเป็น water cooler หรือตู้กดน้ำ ที่ทุกคนต้องเดินไปกดน้ำดื่มวันละหลายๆ หน ก็จะได้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันที่นั่น ข้อดีของมันคือการไม่ต้องนัดหมายใดๆ เดินไปกดน้ำพร้อมใครก็คุยกับคนนั้น ของคนไทยถ้าไม่ใช่ตู้กดน้ำ ก็อาจจะเป็นเวลาเดินไปสั่งกาแฟ ชาเย็น ชาไข่มุก โกโก้ จากร้านขายน้ำในออฟฟิศ ที่พนักงานออฟฟิศมักจะต้องไปเติมความชุ่มฉ่ำระหว่างวัน

สำหรับฉัน สิ่งที่กลัวมากที่สุดในการทำงานที่บ้าน ไม่ใช่ข้างบนที่ว่ามา แต่ก็เป็นส่วนต่อขยายมาจากการที่ไม่ได้เจอเพื่อนร่วมงานนั่นแหละ สิ่งนั้นก็คือ ความเหงา

ทำงานระยะไกลทำให้เหงาได้

คนที่ทำงานระยะไกลและอยู่บ้านคนเดียว เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องรู้สึกเหงา ลองคิดว่ามันจะน่าหดหู่สักแค่ไหนถ้าหากว่าเราไม่ได้อ้าปากคุยกับใครเลยยกเว้นตอนเดินลงไปสั่งข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งข้างใต้คอนโด การแชทผ่าน LINE หรือ Messenger พอช่วยประทังความเหงาได้บ้างแต่น้อยมาก และความเหงานั้นจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นอาการหดหู่ ซึมเศร้า ทันทีที่แสงจากพระอาทิตย์เริ่มน้อยลงๆ

เพราะเหตุนี้แหละ ก็เลยต้องมีบริการ co-working space ให้เราได้พาตัวเองออกจากบ้านไปนั่งทำงานอยู่ในที่ๆ หันมองไปรอบๆ ก็จะมีผู้มีคนอยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่รู้จักกันและผู้คนเหล่านั้นก็อาจจะไม่แม้แต่จะทักทายเราเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยการได้เห็นความเคลื่อนไหวดำเนินไปรอบๆ ตัวก็ช่วยให้หายเหงาไปได้บ้าง เช่นเดียวกับการยอมขนคอมพิวเตอร์ไปนั่งทำงานในร้านกาแฟที่โต๊ะเก้าอี้ไม่ได้สบายเท่ากับของบ้านเราเองด้วยซ้ำ

การไปทำงานที่ออฟฟิศ ทำให้เราได้ฝึกทักษะของการเป็นมนุษย์ในสังคม อย่างการแสดงความเห็นอกเห็นใจ การแสดงความยินดีต่อความสุขสำเร็จของคนอื่น หรือการมีอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ของคนที่เราคุยด้วย

คนที่ไม่ได้อยู่บ้านคนเดียวแม้จะไม่เจอปัญหาเรื่องความเหงาในแบบเดียวกันสักเท่าไหร่ แต่หากมีสมาชิกในครอบครัวอยู่ด้วย มีลูก มีสามี มีภรรยา พ่อ แม่ ก็จะต้องจัดการแบ่งเวลาระหว่าง work กับ life ให้ดี ไม่ให้เส้นแบ่งสองอย่างนี้พร่าเลือนจนรู้ตัวอีกทีก็ปนกันไปหมด

และสำหรับฉันแล้ว การทำงานอยู่บ้าน ในชุดอยู่บ้านนี่เอง ที่ทำให้ฉันไม่มีอารมณ์อยากจะทำงานเอาเสียเลย ฉันไม่สามารถทำงานได้อย่างจริงจังในชุดเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น แม้ว่าวันทั้งวันจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ต้องลุกขึ้นมาแต่งตัวให้เหมือนกับการออกไปทำงานนอกบ้าน แต่งหน้าเบาๆ ทำผมเล็กน้อย เหมือนเป็นการส่งสัญญาณที่คุ้นเคยให้สมองฉันเข้าใจว่าตอนนี้ฉันเปลี่ยนจากโหมดขี้ตาเกรอะกรังอยู่บ้าน มาเป็นเวิร์คกิ้งวูแมนที่พร้อมพุ่งชนความสำเร็จแล้วนะ

แล้ว?

ทั้งหมดที่เล่ามา แค่อยากจะวาดภาพคร่าวๆ ให้เห็นว่าการทำงานอยู่บ้านไม่ได้มีแต่ความสวยหรูอย่างเดียว และเราจะต้องวางแผนเตรียมพร้อมอะไรบ้างเพื่อทำให้เราปรับตัวได้แบบที่ไม่ทุลักทุเลเกินไป อย่างเช่น ใครอยู่กับครอบครัว ก็เตรียมตัวคุยกันไว้เลยว่าจะขอพื้นที่บริเวณไหนสำหรับการทำงาน แบ่งเวลาในการทำงานชัดเจน และขอให้คนอื่นในบ้านเคารพการขีดเส้นนั้นด้วย จะใช้โปรแกรมวิดีโอคอลล์แบบไหน เมื่อไหร่ ในการคุยแลกเปลี่ยนไอเดียกับเพื่อนร่วมงานได้แบบไม่สะดุด หรือใครอยู่คนเดียว ก็เตรียมตัวไว้ว่าความเหงาถามหาแน่นอน หากิจกรรมที่จะทำเพื่อผ่อนคลายความเหงานั้นยังไงได้บ้าง อย่างการสร้างกลุ่มเม้าเสมือนจริง ดู Netflix เล่นวิดีโอเกม อ่านหนังสือ ออกกำลังกายในห้อง ฯลฯ หรือเข้าใจว่าความเหงาเป็นเรื่องธรรดา เราไม่ได้อ่อนแอ และเราจะผ่านมันไปได้

ที่เหลือก็รอเวลาให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ คนที่ชอบทำงานที่ออฟฟิศก็จะได้กลับไปทำงานที่ออฟฟิศเหมือนเดิม คนที่ติดใจการทำงานอยู่บ้านก็จะได้รู้ตัวและมองชีวิตตัวเองออกว่าหลังจากไวรัสสงบแล้ว จะปรับเปลี่ยนเส้นทางการทำงานที่เหลือในชีวิตไปในทางไหน

Comments
The following two tabs change content below.

Sueching Chin

"ซู่ชิง" จิตต์สุภา ฉิน บรรณาธิการ Vantage. คอลัมนิสต์ ผู้ดำเนินรายการไอที นักจัดพอดแคสต์ ผู้ขับเคลื่อนด้วยโกโกเย็นวันละแก้ว