IoT GARDEN : เมื่อนักศึกษาไทยเล่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 ผ่านนิทรรศการสวนดอกไม้ดิจิทัล

เวลาเราได้ไปชมงานศิลปะดีๆ ที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยบอกเล่าปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เป็นเรื่องใกล้ตัว แถมสนุก ก็มักจะอดชื่นชมไปด้วยไม่ได้ 

ล่าสุด Vantage. แวะไปชมสวนดอกไม้ดิจิทัลหรือ “IoT Garden” นิทรรศการ Interactive Installation สุดล้ำ ซึ่งทาง AIS จัดขึ้นร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรการออกแบบสถาปัตยกรรม (นานาชาติ) หรือ INDA และพูดคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังนิทรรศการนี้ 

คอนเซ็ปต์ของ IoT Garden ก็คือการสร้างความตระหนักถึงปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร แต่จะเล่าผ่านตัวเลขเชิงสถิติอย่างเดียวก็อาจดูน่าเบื่อ กลุ่มนิสิตชั้นปีที่ 2 ของ INDA จึงผุดไอเดียนำข้อมูลเกี่ยวกับค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ความถี่ของเสียง และค่าความชื้น ซึ่งบันทึกผ่าน IoT Sensor ของ AIS มานำเสนอในรูปแบบของงาน Interactive โดยอัปเดตข้อมูลตลอดเวลา

ดอกไม้เหล่านี้จะเปลี่ยนสีไปตามค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ทั้ง 12 เขต หากเขตไหนมีค่า PM สูงเกินมาตรฐาน ดอกไม้ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเพื่อสื่อถึงความอันตราย สำหรับเขตที่มีค่า PM อยู่ในระดับปานกลาง-ต่ำกว่ามาตรฐาน ก็จะกลายเป็นโทนสีเย็น เช่น น้ำเงิน เหลือง ส่วนสีเขียว แสดงให้เห็นว่าบริเวณนั้นคุณภาพอากาศดีที่สุด ความสนุกของนิทรรศการนี้อยู่ตรงที่ผู้ชมสามารถเข้าไปเล่น มีปฏิสัมพันธ์กับตัวงานได้ เช่น เมื่อเราพัดหรือเป่าลมไปยังดอกไม้สีแดง ดอกไม้ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนโทนสีให้เย็นลง นอกจากนี้ค่าความชื้นและความถี่ของเสียงในแต่ละพื้นที่ ยังส่งผลต่อลักษณะการหุบและบานของดอกไม้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นงานที่ทั้งจุดประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายๆ โดยใช้เทคโนโลยีก้าวล้ำมาผสานกับสุนทรียะของ Interaction Design ได้อย่างน่าทึ่ง

กว่าจะมาเป็นสวนดอกไม้ดิจิทัล นิสิตกลุ่มนี้ได้เข้าร่วม โครงการนำร่องที่เอไอเอสทำงานกับภาครัฐและเอกชนในการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน พร้อมกับทีม MakerAsia มาช่วยอบรมและทำเวิร์คช้อปกันอย่างเข้มข้น แม้ว่าประเด็น Internet of Things, Coding หรือแม้แต่การลงมือต่อวงจรเอง จะดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน แต่ก็สามารถพัฒนาไอเดียออกมาผสมกับศาสตร์ด้าน Interaction Design จนกลายมาเป็นนิทรรศการที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ (User Experience) ได้สำเร็จ โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์

“ตอนแรกพวกเรานั่งลิสต์ไอเดียกัน 10 อย่าง แล้วมาโหวตกันว่าอะไรที่มันใกล้ตัว และคนสนใจ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราไม่จำเป็นต้องวัดค่าเอง เพราะมันจะเสียเวลา ประกอบกับทาง AIS เขามีข้อมูลอยู่แล้ว”

ทำไม AIS ต้องสร้าง Open Innovation Platform สำหรับ IoT

อราคิน รักษ์จิตตาโภค Head of Novel Engine Executive Team แห่ง AIS เล่าถึงที่มาของความร่วมมือครั้งนี้ว่า ต้องการสนับสนุนต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และเน้นจับมือกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1,300 ราย เช่น สตาร์ทอัพ และมหาวิทยาลัย โดย AIS จะเป็นผู้สนับสนุนด้าน Infrastructure เช่น โครงข่าย เทคโนโลยี องค์ความรู้ และบุคลากร ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Digital Life Service Provider”

ในส่วนของธุรกิจ IoT อราคินอธิบายต่อว่า ปัจจุบัน AIS กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ IoT หลายร้อยรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่มุ่งไปที่ตัวผู้ใช้ (End User) ยังขาดการสื่อสารกับสังคมว่า IoT เป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับทุกคน

“ที่ผ่านมาเราเน้นเรื่องของการขนส่งเดินทาง (Transportation) โลจิสติกส์ (Logistics)  ตอบโจทย์การอยู่อาศัย (Smart Living) ซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจโอเปอเรเตอร์ แต่พอทำมาสักพักหนึ่ง ก็รู้สึกว่าตอนนี้เราโฟกัสกับผลิตภัณฑ์มากเกินไป ทางน้องๆ ที่จบจากคณะสถาปัตยกรรมลองเสนอว่า ถ้าเราลองขยับความสนใจมาเป็น Ambience หรือ Enviroment จะได้ไหม เป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้ซื้อ แต่เป็น IoT ที่เรามอบบริการให้ มันเป็น fabric ของชีวิตประจำวัน เราก็เลยลองเอาส่วนผสมของสถาปัตย์กับความถนัดทางด้านวิศวกรรมของเรามาสร้างสิ่งใหม่ที่ประเทศไทยยังไม่เคยทำ”

“ผมคิดว่าโปรเจกต์นี้มีศักยภาพที่จะต่อยอดได้ ซึ่งในอนาคต เราก็คิดว่า IoT Garden อาจจะต่อยอดไปสู่อะไรบางอย่าง อาจเป็นโปรแกรม Hackathon ที่ไม่ใช่แค่ในจุฬาฯ แล้ว อันนี้ผมคิดสุดโต่งเลยนะ แต่เป็นการรวมทีมแบบข้ามมหาวิทยาลัยเลย เพื่อที่จะทำให้เกิดอะไรที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น”

“ความสนุกของการได้ทำงานร่วมกับน้องๆ คือเราได้ไอเดียใหม่ ที่มันไม่ได้อยู่ในบริษัท ถ้าเกิดเรามีโปรเจ็กต์แบบนี้คล้ายๆ กันใน AIS มันจะไม่เป็นแบบนี้ เขาจะมีกรอบเป็นเรื่องธุรกิจมาก”

ผู้ที่สนใจเข้าชมนิทรรศการ IoT Garden กันได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 สิงหาคม ที่ AIS D.C. ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม

Comments