เมื่อความนิรนามหายไป “เครื่องประดับบนใบหน้า” จึงเกิดขึ้น

ภาพของเครื่องประดับบนหน้าที่เป็นผลงานล่าสุดของสตูดิโอออกแบบในโปแลนด์อาจจะทำให้เรารู้สึกขำ แต่ในความเป็นจริงอีกแค่ไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อ Facial Recognition เฟื่องฟูกว่านี้ เราอาจจะต้องสวมมันจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาก็ได้

เมื่อเร็วๆ มานี้ เราอาจจะได้เห็นดีไซน์เครื่องประดับรูปแบบใหม่ที่เป็นผลงานของ Noma Design Studio สตูดิโอออกแบบในประเทศโปแลนด์ผ่านตากันมาบ้าง เบื้องหลังแนวคิดของการออกแบบไม่ได้มาจากความสวยงามแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำเครื่องประดับสำหรับหน้าเพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับด้วยเทคโนโลยีรู้จำใบหน้า หรือ facial recognition ที่ติดตั้งไว้ตามที่สาธารณะได้

สตูดิโอเจ้าของผลงานให้ชื่อว่าเครื่องประดับใบหน้านี้ว่า Incognito ที่หมายถึงการปกปิดตัวตนที่แท้จริง มีลักษณะคล้ายหน้ากาก ประกอบไปด้วย 3 ชิ้นส่วนที่ทำจากทองเหลือง ซึ่ง Ewa Nowak ผู้ออกแบบระบุว่า รูปร่าง ขนาด และการจัดวางของแต่ละชิ้นมาจากการศึกษาอัลกอริธึมเทคโนโลยีรู้จำใบหน้า DeepFace ที่ใช้โดย Facebook

Facial Recognition ไปถึงไหนแล้ว

เทคโนโลยีรู้จำใบหน้าถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะอยู่ในสมาร์ทโฟนของเราเพื่อใช้ในการปลดล็อกหรือจ่ายเงินแล้ว ก็ยังถูกนำมาใช้ในพื้นที่สาธารณะโดยมีจุดประสงค์ทั้งเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัย ญี่ปุ่นเตรียมใช้เทคโนโลยีนี้ในช่วงจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว ในปี 2020 โดยได้ออกแบบให้ระบบสามารถตรวจจับใบหน้าของนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้สื่อข่าวทั้งหมดกว่า 300,000 คน ให้สามารถระบุตัวตนแต่ละคนได้ภายในเวลาแค่ 0.3 วินาที ทำให้สามารถรักษาความปลอดภัยของจุดตรวจในการเดินเข้าภายในบริเวณจัดงานได้อย่างรวดเร็วและรัดกุม

ทางการของบราซิลใช้เทคโนโลยีรู้จำใบหน้าในช่วงงานคาร์นิวัลเพื่อรับมือกับการก่ออาชญากรรม ระบบสามารถสแกนใบหน้าเพื่อระบุตัวตนว่าใครมีหมายจับ หรือยานพาหนะคันไหนถูกขโมยมา จากนั้นก็จะส่งคำแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในบริเวณนั้น

อินเดียเริ่มเสนอทางเลือกให้นักเดินทางที่สนามบินไฮเดอราบัดและเบงคาลอร์สามารถเลือกได้ว่าอยากใช้ใบหน้าของตัวเองแทนบอร์ดดิ้งพาสหรือไม่ ใครที่ไม่อยากพกบอร์ดดิ้งพาสกระดาษให้วุ่นวายก็สามารถลงทะเบียนเพื่อขอใช้ใบหน้าของตัวเองเป็นบัตรผ่านขึ้นเครื่องบินแทน

ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง โรงแรม หรือแม้กระทั่งโรงเรียนก็รับเทคโนโลยีนี้มาใช้ หรือกำลังพิจารณาติดตั้งเทคโนโลยีรู้จำใบหน้าเพื่อประโยชน์ที่หลากหลาย ยิ่งเมื่อใช้ควบคู่กับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ก็ยิ่งเป็นการเสริมศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ให้เก่งขึ้น อย่างเช่น AI Bar ที่ใช้ซอฟท์แวร์จากบริษัท DataSparQ ในอังกฤษ เพื่อนำมาช่วยบาร์เทนเดอร์เก็บข้อมูลว่าลูกค้าคนไหนมาก่อนมาหลังจะได้ให้บริการได้ถูกต้องตามลำดับ

ระบบของ AI Bar ประกอบไปด้วยกล้องที่หันหน้าไปทางบาร์และมีจอขนาดใหญ่อยู่ข้างๆ เพื่อให้ทุกคนภายในบาร์สามารถมองเห็นได้ กล้องจะแสดงฟีดภาพของคนที่เดินเข้าออกตามเวลาจริง และซอฟท์แวร์จะใช้ฟีเจอร์รู้จำใบหน้ามาช่วยติดตัวเลขไว้เหนือศีรษะของแต่ละคนเพื่อบอกลำดับการมาก่อนหลัง หากใครหายออกจากกล้องไป ระบบก็จะยังจดจำใบหน้าของคนๆ นั้นเอาไว้ต่อในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อที่จะได้ไม่เสียคิวไปในกรณีที่อาจจะแค่ก้มลงผูกเชือกรองเท้าเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Facial Recognition จะสามารถนำมาใช้งานให้เป็นประโยชน์ได้หลากหลาย แต่ข้อถกเถียงที่คลาสสิคที่สุดก็คือการแลกความสะดวกสบายนั้นมาด้วยความปลอดภัยของข้อมูล Facial Recognition มักจะมาพร้อมกับการตั้งคำถามว่าข้อมูลใบหน้าของเราถูกเก็บไว้ที่ไหน เก็บไว้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า ถูกนำไปส่งต่อให้คนอื่นหรือไม่เราจะยังคงความเป็นส่วนตัวไว้ได้อีกไหมในยุคที่เดินไปที่ไหนก็มีกล้องคอยระบุตัวตนของเราตลอดเวลา และนี่จะหมายถึงการที่ทางการคอยสอดส่องประชาชนอยู่ตลอดเวลาหรือไม่

สหรัฐฯ​ เริ่มการแบน Facial Recognition

สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเทคโนโลยี Facial Recognition มาใช้ในหลายวงการ ทั้งการสแกนใบหน้าของคนในสนามบินที่ช่วยให้ระบุตัวตนของคนที่หลบหนีเข้าประเทศผิดกฎหมายได้ ไปจนถึงการเป็นเครื่องมือให้ตำรวจใช้รักษาความปลอดภัย

ซานฟรานซิสโกซึ่งเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเทคโนโลยีที่สุดกลับกลายเป็นเมืองแรกของสหรัฐฯ​ ที่แบนไม่ให้หน่วยงานท้องถิ่นใช้ Facial Recognition ตั้งแต่ภาคคมนาคมไปจนถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งนอกจากความกังวลที่ได้พูดถึงมาแล้วก็ยังมองว่าการนำภาพใบหน้าของคนไปใช้เปรียบเทียบกับภาพในฐานข้อมูลที่มีอยู่นั้นอาจได้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด ผิดฝา ผิดตัวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีผลการศึกษาบอกว่าข้อมูลมีสิทธิผิดพลาดสูงในกลุ่มชนหมู่น้อย หรือ minorities ผู้หญิง หรือกลุ่มคนข้ามเพศ

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการแบนนี้ มีข้อถกเถียงว่าการแบน Facial Recognition จะทำให้ประชาชนพลาดประโยชน์ที่จะได้รับจากเทคโนโลยี อย่างเช่น การเป็นเครื่องมือช่วยตำรวจต่อสู้กับอาชญากร การทำให้ท้องถนนปลอดภัยมากขึ้น การระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว หรือการตามหาตัวเด็กหรือผู้สูงอายุที่หายออกจากบ้าน

ในตอนนี้เมืองอื่นๆ ก็ยังเดินหน้าใช้ Facial Recognition ต่อไป แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่หากมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่เป็นกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ก็น่าจะมีเมืองอื่นๆ ที่เดินรอยตามและแบนการใช้งานเทคโนโลยีนี้บ้าง

“จีน” จะใช้หนักมือแค่ไหนก็ได้

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าในบรรดาข้อกังวลทั้งหมดเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล หรือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลที่อาจเกิดขึ้นจากการนำ Facial Recognition มาใช้นั้นไม่ได้เป็นเหตุผลที่จะทำให้ทางการจีนชะลอการใช้เทคโนโลยีนี้

จีนเป็นประเทศแรกๆ ที่นำ Facial Recognition มาใช้ในพื้นที่สาธารณะเพื่อสอดส่องประชาชนของตัวเอง อย่างการใช้เพื่อตรวจจับใบหน้าของคนเดินถนนที่ทำผิดกฎเพื่อจะได้ส่งคำเตือนและใบปรับไปให้ถูกคน รวมถึงยังใช้ข้อมูลภาพวิดีโอฟีดในระหว่างการกระทำผิดมาประจานออกจอที่ติดตั้งอยู่ตามที่สาธารณะด้วย ตำรวจจีนใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในการสอดส่องหาคนที่ทางการต้องการตัว และติดตั้ง Facial Recognition ควบคู่กับ AI ในเขตปกครองพิเศษซินเจียงแทบจะทุกๆ 100 เมตร

Facial Recognition ถูกใช้แม้กระทั่งในห้องน้ำสาธารณะที่มักจะประสบปัญหาโจรขโมยกระดาษทิชชู่ เทคโนโลยีรู้จำใบหน้าจะจดจำใบหน้าของคนที่เพิ่งมาดึงกระดาษทิชชู่เอาไว้ ถ้าหากกลับมาดึงใหม่อีกรอบระบบก็จะไม่จ่ายกระดาษทิชชู่ให้จนกว่าจะผ่านระยะเวลาที่กำหนด

Kai-Fu Lee ผู้เขียนหนังสือเรื่อง AI Superpowers: China, Silicon Valley, and the New World Order อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง Silicon Valley กับจีนว่า คนใน Silicon Valley มักจะต้องคิดคำนึงถึงปัจจัยอย่างศีลธรรม การละเมิดความเป็นส่วนตัว ในขณะที่ทางการจีนแม้จะรู้ถึงผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่มากเพียงพอที่จะทำให้ไม่ใช้เทคโนโลยีนั้นๆ ถ้าหากว่ามันมีศักยภาพที่จะนำมาซึ่งประโยชน์แก่ประเทศโดยรวม นับเป็นการใช้เทคโนโลยีสองสไตล์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงและไม่อาจจะตัดสินได้ว่าของใครดีกว่าใคร

การไม่มีข้อจำกัดเรื่องนี้ ทำให้รัฐบาลจีนเดินหน้าใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Facial Recognition และ AI ได้ในแบบที่ไม่มีอุปสรรคกีดขวาง ซึ่งเมื่อนำไปติดตั้งจริง ใช้จริง เก็บข้อมูลจริง และได้ข้อมูลที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นทุกวัน ก็ยิ่งทำให้จีนมีความปราดเปรื่องเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าประเทศอื่นๆ หลายประเทศ

รูปแบบความคิดที่แตกต่างกันของคนในสหรัฐฯ กับจีน ก็ส่งผลให้มีระดับการใช้เทคโนโลยีที่ไม่เท่ากันด้วย คนอเมริกันไม่ชอบความรู้สึกที่ Big Brother หรือทางการกำลังจับตามองพวกเขาอยู่ และจะรู้สึกตื่นตระหนกถ้าหากรู้ว่าข้อมูลส่วนตัวของตัวเอง อย่างใบหน้า เสียง หรือกิจกรรมต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตถูกจัดเก็บเอาไว้ เช่นเดียวกับในยุโรปที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอย่างเข้มงวดด้วยการออกกฎหมาย General Data Protection Regulation หรือ GDPR ในขณะที่คนจีนสบายๆ กับเรื่องนี้มากกว่า และมีความเข้าใจว่าจะต้องยอมเสียความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่งเพื่อแลกมาซึ่งความสะดวกสบายที่พวกเขามองว่าคุ้มค่า ทั้งหมดนี้ก็ทำให้พอจะคาดการณ์ได้ว่าจีนจะนำหน้าเรื่อง Facial Recognition ไปอย่างไม่ต้องสงสัย

โลกอนาคตที่ไร้ความนิรนาม

การชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์กับโทษที่ได้รับจาก Facial Recognition คงไม่มีสูตรอะไรตายตัวที่จะกำหนดได้ว่าแค่ไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด และขึ้นอยู่กับนโยบายและความต้องการของประชาชนในแต่ละประเทศ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็น่าจะพอสรุปได้ว่าโลกอนาคตอันใกล้คือโลกที่เราจะถูกระบุตัวตนได้ง่ายขึ้น ความเป็นนิรนามจะเป็นสิ่งที่ได้มายากกว่าเก่า และสำหรับคนที่ไม่ต้องการอยู่ในโลกแบบนั้น เครื่องประดับบนใบหน้าตามการออกแบบของ Noma Design Studio ก็อาจจะเป็นหนึ่งในทางออกไม่กี่ทางที่ยังเหลืออยู่ก็ได้

Comments
The following two tabs change content below.

Sueching Chin

"ซู่ชิง" จิตต์สุภา ฉิน บรรณาธิการ Vantage. คอลัมนิสต์ ผู้ดำเนินรายการไอที นักจัดพอดแคสต์ ผู้ขับเคลื่อนด้วยโกโกเย็นวันละแก้ว