ยอดคนตายอาจสูงกว่าที่คิดถ้ารถยนต์ถูกแฮ็ก

องค์กรเฝ้าดูแลผู้บริโภคออกโรงเตือนผู้ผลิตรถยนต์ว่ารถรุ่นใหม่ๆ มีความเสี่ยงจะถูกแฮ็กมากขึ้นและอาจนำไปสู่การโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ได้

Consumer Watchdog ในลอส แองเจลีส เปิดเผยรายงานล่าสุดที่มีหัวข้อว่า “Kill Switch: Why Connected Cars Can Be Killing Machines And How To Turn Them Off” ซึ่งพูดถึงการที่รถยนต์สมัยใหม่ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ และความสามารถในการเชื่อมต่อนี้ที่อาจจะทำให้กลายเป็นภัยคุกคามประเทศได้

รายงานระบุว่าปัญหาที่น่ากังวลคือระบบที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของยานพาหนะถูกเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอและไม่สามารถตัดการเชื่อมต่อได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ถูกโจมตีทางไซเบอร์ขึ้น ซึ่งผู้บริหารค่ายรถยนต์ต่างก็ตระหนักถึงภัยข้อนี้ดีแต่ก็ยังเดินหน้าผลักดันให้ยานพาหนะสมัยใหม่ใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่สามารถเพิ่มกำไรให้บริษัทได้

รายงานครั้งนี้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาที่นานกว่า 5 เดือน โดยได้รับการช่วยเหลือจาก whistleblowers ที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์มากกว่า 20 คน และได้ข้อสรุปออกมาว่าการแฮ็กครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในช่วง rush hour ที่มีการจราจรหนาแน่นนั้นอาจจะทำให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ที่นำไปสู่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่อาจจะสูงถึง 3,000 คน

ดีไซน์ที่อันตราย

หนึ่งใน whistleblower หรือคนที่ออกมาเตือนภัยเป็นคนแรกๆ ให้ข้อมูลว่ารถยนต์สมัยใหม่สามารถควบคุมได้ผ่านทางแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการสตาร์ทเครื่อง เปิดแอร์ หรือตรวจสอบโลเคชัน ซึ่งหากเราสามารถทำทุกอย่างที่ว่ามาผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ก็แปลว่าคนอื่นก็อาจจะทำได้เช่นเดียวกัน

ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์และเจ้าหน้าที่รัฐหลายฝ่ายเคยออกมาเตือนว่าแฮ็กเกอร์สามารถโจมตีรถยนต์ได้ในแบบเดียวกับที่โจมตีคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยข้อมูลของเจ้าของจากระยะไกล หรือเข้ายึดครองการควบคุม ซึ่งอาจจะนำไปสู่การก่ออาชญากรรมหรือก่อการร้ายอย่างเช่นเหตุการณ์รถบรรทุกวิ่งเข้าใส่ฝูงชนและคร่าชีวิตคนกว่า 84 คนในเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 14 กรกฎาคม

แม้ว่าในตอนนี้ผู้ก่อการร้ายยังไม่สามารถก่อการในระดับนั้นได้ แต่การที่สักวันหนึ่งรถยนต์อัตโนมัติสักคันจะถูกแฮ็กเพื่อให้ขับเข้าใส่ฝูงชนก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่เหนือจินตนาการและความคาดเดาแต่อย่างใด และภัยคุกคามนี้อันตรายกว่าภัยไซเบอร์ทั่วๆ ไปที่ส่วนใหญ่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของเหยื่อ แต่กรณีนี้อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

Kill Switch กดปุ๊บตัดปั๊บ

รายงานฉบับนี้เสนอทางแก้ว่ายานพาหนะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกคันควรจะมาพร้อมกับปุ่ม kill switch หรือปุ่มที่กดเพียงครั้งเดียวก็สามารถตัดการเชื่อมต่อได้ทั้งหมด รวมทั้งดีไซน์รถยนต์รุ่นใหม่ๆ หลังจากนี้ควรออกแบบมาให้แยกระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยออกจากระบบความบันเทิงที่ต้องเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายอื่นๆ

Jamie Court ประธาน Consumer Watchdog เรียกร้องให้ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันลงมือจัดการกับปัญหาเรื่องนี้เพื่อปกป้องระบบขนส่งและความปลอดภัยของประเทศ

ในขณะที่โฆษกของ Alliance of Automobile Manufacturers ก็ออกมาให้ความเห็นว่ารายงานฉบับนี้อาจจงใจสร้างกระแสเพื่อนำไปสู่งานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่จะมีขึ้นในลาส เวกัส และได้ย้ำกับสำนักข่าว AFP ว่า ผู้ผลิตรถยนต์เข้มงวดกวดขันกับมาตรการความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบรถคันใหม่ให้มีฟีเจอร์ความปลอดภัย ไปจนถึงการเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับรุ่นที่มีอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ควรใช้งานด้วยความระมัดระวัง เช่น แพร์ริ่งโทรศัพท์กับรถยนต์อย่างถูกต้อง ลบข้อมูลโทรศัพท์ออกจากรถยนต์ที่เช่ามาและเชื่อมต่อกับโทรศัพท์เป็นการชั่วคราว หมั่นดูแลและอัพเดตระบบอย่างสม่ำเสมอสำหรับทั้งโทรศัพท์และรถยนต์​

แฮ็กเกอร์หมวกขาวและการแชร์ข้อมูล

อีกหนึ่งวิธีที่สามารถใช้รับมือกับภัยคุกคามนี้ได้ คือการแบ่งปันและเปิดเผยข้อมูลระหว่างกันให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ทั้งอุตสาหกรรมสามารถรับมือกับภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ค่ายรถยนต์หลายแห่งก็ยังเฟ้นหากลุ่มแฮ็กเกอร์ “หมวกขาว” ที่จะมาไล่ล่าหาช่องโหว่ในระบบไอทีของรถยนต์เพื่อจะได้ป้องกันได้ทันท่วงที หรือหาวิธีที่คนทั่วไปที่เป็นผู้ใช้งานสามารถเข้ามาช่วยกันหาและรายงานจุดอ่อนในซอฟท์แวร์ได้

Comments
The following two tabs change content below.

Sueching Chin

"ซู่ชิง" จิตต์สุภา ฉิน บรรณาธิการ Vantage. คอลัมนิสต์ ผู้ดำเนินรายการไอที นักจัดพอดแคสต์ ผู้ขับเคลื่อนด้วยโกโกเย็นวันละแก้ว