“กล่องต้องเล็ก”: นโยบายรักษ์โลกของ Amazon ที่ไม่ใหญ่จริง ทำไม่ได้

เว็บค้าปลีกยักษ์ใหญ่ Amazon กดดันให้ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบแพ็กเก็จจิ้งใหม่ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการทำให้กล่องมีขนาดเล็กลงและเปิดง่ายขึ้น

Amazon ขึ้นชื่อเรื่องการให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดที่จะเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และหนึ่งในนั้นก็คือรูปแบบการบรรจุหีบห่อหรือแพ็กเก็จจิ้งที่จะต้องได้ประสิทธิภาพที่สุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด Amazon กำหนดให้ผู้ขายปรับเปลี่ยนแพ็กเก็จจิ้งให้พอดีกับสินค้า ไม่ใหญ่และเหลือช่องว่างมากเกินไป เพื่อที่จะได้ไม่เกิดขยะมากเกินความจำเป็น ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทให้แรงจูงใจผู้ขายด้วยการจ่ายเงินเป็นรางวัลให้ 1 ดอลลาร์ฯ ต่อ 1 ห่อสินค้าหากว่าผู้ขายใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ หรือไม่จำเป็นต้องนำไปใส่เอาไว้ในกล่องของ Amazon อีกที อย่างไรก็ตาม ล่าสุด Amazon ได้กำหนดนโยบายใหม่ คือหลังวันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป เงินรางวัลนี้จะถูกเปลี่ยนไปเป็นค่าปรับแทน หากผู้ขายรายใดไม่ทำตามกฎเกณฑ์บรรจุภัณฑ์นี้ ก็จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 2 ดอลลาร์ฯ​ สำหรับแต่ละแพ็กเกจ

ธุรกิจและร้านค้าที่ขายสินค้าบน Amazon ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องทำตามนโยบายบรรจุภัณฑ์ที่ Amazon กำหนด The Wall Street Journal รายงานว่าแบรนด์มีดโกน Philips Norelco OneBlade ต้องปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ ด้วยการตัดลดส่วนประกอบจากเดิม 13 ชิ้น เหลือ 9 ชิ้น ลดขนาดของแพ็กเก็จจิ้งลง 80% ขณะที่ Hill’s Pet Nutrition Inc. ก็ต้องลดขนาดของห่ออาหารสุนัข Science Diet ลง 34% และลดช่องว่างภายในบรรจุภัณฑ์ไปถึง 82%

Amazon ต้องการให้แบรนด์ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ประหยัดพื้นที่มากที่สุดและเพื่อสำหรับการขายออนไลน์ แตกต่างจากสินค้าที่ขายตามห้างร้านซึ่งมักจะมีขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่กว่าตัวสินค้ามาก

Amazon กับภารกิจรักษ์โลก

Image from www.quotecatalog.com 

ด้านสิ่งแวดล้อม Amazon เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ผลักดันนโยบายรักษ์โลกมานานกว่าทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแพ็กเก็จจิ้ง เนื่องจากรูปแบบการทำธุรกิจของ Amazon ทำให้เกิดรอยเท้าทางคาร์บอนจากการใช้กระดาษแข็งและพลาสติกจำนวนมหาศาล บริษัทจึงพยายามเรียกร้องให้มีการลดการใช้วัสดุเหล่านี้ลง แบรนด์ที่ขายของบนแพลตฟอร์มของ Amazon จะต้องได้รับการรับรองว่ามีรูปแบบแพ็กเก็จจิ้งที่ตรงตามมาตรฐานที่ Amazon กำหนด โดยจะมีบริษัทที่ปรึกษาคอยให้คำรับรองและแนะนำ ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาดังกล่าวได้ระบุว่าจากบรรดาแพ็กเก็จจิ้งที่ตรวจสอบทั้งหมด มีอยู่ราว 15% ที่ต้องถูกให้กลับไปออกแบบใหม่

Amazon เคยประกาศเอาไว้ตั้งแต่ปี 2017 ว่าบริษัทต้องการรับมือกับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และความกังวลที่ลูกค้ามีต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากลูกค้ามักจะพบว่าบ่อยครั้งที่การสั่งของชิ้นเล็กๆ จาก Amazon จะถูกจัดส่งอยู่ในกล่องที่มีขนาดใหญ่กว่าสินค้ามาก Amazon จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้แมชชีนในคลังสินค้าเพื่อผลิตกล่องที่มีขนาดพอดีกับสินค้า และออกแบบว่าจะต้องบรรจุสินค้ากี่ชิ้นลงไปในกล่องเดียวกันจึงจะเกิดประสิทธิผลสูงสุด นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งเพื่อทดสอบการบรรจุสินค้าในแบบต่างๆ เช่น หลังจากลองใส่สินค้าที่แตกง่ายเข้าไปในกล่องขนาดเล็กที่บุน้อยลง อัลกอริธึมก็จะคอยสแกนดูจากรีวิวของลูกค้าว่าหลังจากลูกค้าได้รับสินค้าไปแล้วเกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ เพื่อนำมาปรับปรุงในการบรรจุภัณฑ์ครั้งต่อไป

ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากการส่งของ

Image from flickr/ Phillip Pessar

ทว่า บรรจุภัณฑ์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การขนส่งสินค้าจำนวนมากก็ก่อให้เกิดรอยเท้าทางคาร์บอนที่จะต้องไม่มองข้าม ความต้องการในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของลูกค้ามักจะสวนทางกับความเป็นจริงที่ว่าคนจำนวนไม่น้อยต้องการความสะดวกสบายจากการซื้อของออนไลน์และลดความจำเป็นในการออกจากบ้านลงให้เหลือน้อยที่สุด

จริงอยู่ที่การช้อปปิ้งออนไลน์สร้างรอยเท้าทางคาร์บอนที่น้อยกว่าการที่ผู้บริโภคขับรถไปซื้อของที่ร้านค้าด้วยตัวเอง แต่ข้อเท็จจริงนี้จะเปลี่ยนไปในกรณีที่มีการเร่งรัดการขนส่ง เนื่องจากการส่งของด่วนจะเป็นการเพิ่มปริมาณรถส่งของบนท้องถนน ก่อให้เกิดการจราจรที่หนาแน่น และนำไปสู่การปล่อยของเสียที่มากขึ้นในที่สุด

Amazon Prime ให้สิทธิพิเศษสมาชิกในการส่งของถึงที่ภายในเวลาหนึ่งวัน ซึ่งเข้าข่ายการเร่งรัดการส่งของให้ใช้เวลาน้อยกว่าปกติ ลูกค้าที่ต้องการใช้สิทธิพิเศษที่ได้รับอย่างเต็มที่จึงมีแนวโน้มที่จะสั่งของกระจัดกระจายหลายๆ ชิ้น และคาดหวังว่าจะได้รับของภายในเวลารวดเร็ว

UPS เผยข้อมูลในปี 2017 ว่าความนิยมของการช้อปปิ้งออนไลน์ทำให้จำนวนพัสดุที่ส่งได้ต่อไมล์ลดน้อยลง ทำให้ต้องใช้จำนวนรถบรรทุกเพิ่มขึ้น มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคโดยทั่วไปไม่ได้ตระหนักว่าการสั่งของให้มาส่งภายในวันพรุ่งนี้เทียบกับการรอของอีกสองวันข้างหน้ามีความแตกต่างด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขนาดไหน หากบริษัทขนส่งมีเวลาในการส่งของนานขึ้น ก็จะทำให้วางแผนการส่งพัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Amazon ปวารณาว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้ โดยมีแผน Shipment Zero ขนส่งสินค้าแบบคาร์บอนเป็นศูนย์ด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 100% ภายในปี 2030

Amazon สั่งได้ทุกอย่าง

Amazon’s founder and CEO – Jeff Bezos

การออกนโยบายแพ็กเก็จจิ้งที่มาพร้อมค่าปรับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของ Amazon ที่สามารถบังคับให้ทุกคนต้องเดินตามนโยบายของบริษัทโดยไม่มีทางเลือกอื่น ธุรกิจร้านค้าที่ไม่ทำตามนโยบายบรรจุภัณฑ์ของ Amazon มีทางเลือกเพียงแค่ต้องจ่ายค่าปรับ หรือเอาสินค้าออกจากแพลตฟอร์มเท่านั้น

อีกตัวอย่างที่เคยมีการพูดถึงเอาไว้ในหนังสือ The Everything Store คือการที่ Amazon บีบบังคับให้สำนักพิมพ์ทั้งหมดต้องรีบเปลี่ยนรูปแบบของหนังสือที่ขายเป็นดิจิทัล (e-book) ให้ได้เร็วที่สุด และทุกคนต้องตั้งราคาขายที่ $9.99 เท่านั้น เนื่องจาก Amazon มองว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีต้นทุนการตีพิมพ์ ขนส่ง วางขายหน้าร้าน ดังนั้นราคาจึงต้องถูกกว่าหนังสือรูปเล่ม ในขณะที่ 9.99 เป็นตัวเลขสวยที่ Amazon อยากได้ สำนักพิมพ์ไหนไม่ทำตามก็จะถูกปลดออกจากหนังสือแนะนำบนเว็บทันที ท้ายที่สุดสำนักพิมพ์เกือบทั้งหมดจึงต้องยอมจำนนแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายขายหนังสือดิจิทัลที่ราคาเดียวเท่ากันทุกเล่มก็ตาม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นโยบายของ Amazon ทำให้แบรนด์ต้องยอมเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจแม้จะหมายถึงต้นทุนที่สูงลิ่ว ที่ผ่านมามีหลายครั้งที่แบรนด์ต้องยอมขายสินค้าแบบเน้นปริมาณในราคาที่ต่ำกว่ากำหนดเพื่อให้เข้ากับระบบการจัดเก็บและส่งของของ Amazon นอกจากนี้บริษัทก็ยังเคยร้องขอให้ผู้ผลิตพัฒนาแบรนด์ใหม่ขึ้นมาสำหรับวางขายบน Amazon โดยเฉพาะ เพื่อที่ Amazon จะได้ไม่ต้องสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเองจากศูนย์

Comments
The following two tabs change content below.

Sueching Chin

"ซู่ชิง" จิตต์สุภา ฉิน บรรณาธิการ Vantage. คอลัมนิสต์ ผู้ดำเนินรายการไอที นักจัดพอดแคสต์ ผู้ขับเคลื่อนด้วยโกโกเย็นวันละแก้ว