เจาะลึก Mac Pro เหมาะกับใคร? จออะไรราคาสองแสน? ทำไมราคาถึงแพงนัก?

ในงาน WWDC 2019 ปีนี้ Apple ประกาศเปิดตัว Mac Pro เครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปสุดแรง สำหรับมืออาชีพในเจเนอเรชั่นล่าสุด ด้วยดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ประกาศราคาเริ่มต้นที่ $5999 หรือเกือบสองแสนบาท และสามารถปรับแต่งให้มีความแรงสูงสุดด้วยซีพียู 28 คอร์ ที่คาดว่า สามารถคอนฟิกสเปคจนราคาดีดขึ้นไปสูงเกินหนึ่งล้านบาท พร้อมหน้าจอมอนิเตอร์สเปคเทพ ที่ราคา $4999 … ทั้งสองตัวนี้ เหมาะกับใครกันแน่?

จากความสำเร็จ สู่บทเรียนแห่งความล้มเหลว

Apple ได้เริ่มผลิตเครื่อง Mac ในซีรีส์ของ Mac Pro มาตั้งแต่ปี 2006 ต่อยอดมาจากเครื่อง PowerMac G5 ด้วยหน้าตาคล้ายคลึงกัน แต่ปรับเปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรมซีพียูของ Intel Xeon หรือซีพียูสำหรับงาน Workstation โดยเฉพาะ ซึ่ง Mac Pro ในเจเนอเรชั่นแรกนี้ ได้รับความนิยมในกลุ่มโปรทั่วโลกเป็นอย่างมาก ด้วยพลังของการประมวลผลที่เหนือกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นบนๆ ของตลาดในยุคนั้น แต่ Apple ก็ตัดสินใจที่จะไม่ปรับปรุงพอร์ตเชื่อมต่อให้ทันยุคสมัยในช่วงปลายเจเนอเรชั่น เช่น ไม่ยอมขยับมารองรับมาตรฐาน SATA III, USB 3.0 และ Thunderbolt แต่กลับให้คำสัญญากับกลุ่มลูกค้า Mac Pro ว่า จะมีการอัปเกรดครั้งใหญ่แทน

ในช่วงปลายปี 2013 Apple ได้เปิดตัว Mac Pro เจเนอเรชั่นที่สอง ในรูปทรงที่แปลกตาไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ที่หลายคนเรียกว่าเป็นถังขยะอวกาศ รูปทรงกระบอกสีดำเงางาม เรียกเสียงฮือฮาได้ในวันเปิดตัว เพราะมีเทคโนโลยีการผลิตและการออกแบบที่เหนือชั้นอย่างมาก และมีประสิทธิภาพโดยรวมที่เหนือกว่า Mac Pro รุ่นแรกเกินกว่าหนึ่งเท่าตัว ด้วยการใช้พัดลมตัวเดียวในการระบายความร้อนผ่านทรงกระบอกกึ่งกลาง

แต่ด้วยดีไซน์ที่แปลกประหลาดไปจากมาตรฐานของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ปกติ Mac Pro ถังขยะอวกาศนี้ จึงไม่สามารถที่จะอัปเกรดสเปคให้ทันสมัยได้ รวมถึงไม่มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ผู้ใช้ไม่สามารถเพิ่มหรือลดอุปกรณ์เชื่อมต่อเพิ่มเติมได้ดีเท่าที่ควร ด้วยข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ของตัวเครื่อง และการออกแบบที่ไม่สามารถใช้งานกับมาตรฐานปกติได้ Apple จึงทิ้งให้ Mac Pro ไม่ได้รับการอัปเดตสเปคนานถึง 3 ปี ก่อนที่จะประกาศว่า Mac Pro ในเจเนอเรชั่นนี้ล้มเหลว ให้ลูกค้ารอการปรับปรุง Mac Pro ใหม่ในรุ่นหน้าเลย

ในที่สุด WWDC 2019 ก็ถึงเวลาของ Mac Pro ที่กลุ่มลูกค้าระดับมืออาชีพรอคอยเสียที Apple ทำการบ้านมาอย่างดีจากความล้มเหลวครั้งก่อน ด้วยการสัญญาว่า Mac Pro ใหม่ จะมี ‘Modularity and Flexibility’ อย่างสูงสุด ด้วยการกลับไปใช้ดีไซน์ของเคสคอมพิวเตอร์แบบมาตรฐานอีกครั้ง

The 2019 Mac Pro

Mac Pro รุ่นใหม่นี้ ออกแบบมาด้วยการนึกถึงกลุ่มผู้ใช้งานระดับโปรทุกกลุ่ม ด้วยการผสมเอาจุดแข็งเรื่อง custom design ของ Apple เข้ากับมาตรฐานของการเชื่อมต่อแบบสากล จนออกมาเป็นพอร์ตมาตรฐาน PCIe จำนวน 8 สล็อต ที่จัดเรียงแบบพิเศษ โดยมีไฮไลต์ที่ 4 สล็อตด้านล่าง จัดเรียงให้ห่างกันมากกว่าปกติ และมีสล็อตเสริมพิเศษให้มีความยาวเพิ่มเติมออกมา และเรียกชื่อใหม่ของตัวเองว่าเป็นโมดูล Mac Pro Expansion หรือ “MPX Module” ที่เอาไว้รองรับการ์ดประมวลผลที่จำเป็นต้องใช้กำลังไฟที่มากเป็นพิเศษ สร้างความแตกต่างให้กับเครื่อง Mac Pro เหนือกว่าเครื่อง Workstation อื่นๆ ในตลาดทั้งหมด แบบไร้คู่แข่ง

ตัวอย่างของ MPX Module ที่เปิดตัวมาพร้อมกันนี้ คือกราฟิกการ์ด ที่ทรงพลังที่สุดในโลก เพราะ Apple สามารถใส่ GPU ตัวแรงอย่าง Radeon Pro Vega II Duo มาแบบคู่ ต่อหนึ่งโมดูลได้แบบสบายๆ เพราะพอร์ต PCIe ที่ถูกดีไซน์มาเป็นพิเศษนี้ สามารถจ่ายไฟเพิ่มเติมให้ชิปประมวลผลบนการ์ดโมดูลได้อย่างมาก และเมื่อรวมกับการจ่ายไฟจาก PCIe มาตรฐานแล้ว ทำให้ MPX Module รองรับชิปที่กินไฟมากถึง 550 วัตต์ได้ แถมในเครื่อง Mac Pro หนึ่งเครื่อง ยังใส่ MPX Module ได้สองชุดพร้อมกัน หากเราคอนฟิกการ์ดจอ Radeon Pro Vega II Duo สำหรับสองโมดูล ก็จะทำให้เครื่อง Mac Pro เครื่องนี้ มีชิป GPU ตัวแรง 4 ตัวทำงานพร้อมกัน รองรับการทำงานได้สูงสุดถึง 56.8 เทอราฟล็อปส์ หรือแค่โมดูลเดียว ก็แรงกว่า Mac Pro ในเจเนอเรชั่นก่อนหน้าทั้งเครื่องเข้าไปแล้ว

ในอนาคต Apple จะมีอุปกรณ์อีกหลายแบบมาให้เลือกใช้งานเป็น MPX Module ได้อีก จากการที่มันสามารถรองรับการเชื่อมต่อได้เร็วมากๆ และรองรับการจ่ายกำลังไฟได้สูงมากๆ

นอกจากนี้ Apple ยังเปิดตัวการ์ดสำหรับเร่งงานตัดต่อโดยเฉพาะ ในชื่อ Afterburner ซึ่งเป็นการ์ดในอินเทอร์เฟซ PCIe ปกติ และจะช่วยให้การสตรีมวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้มากถึง 3 งานพร้อมๆ กัน หรือถ้าเป็นความละเอียด 4K ก็จะสามารถสตรีม ProRes RAW ได้ 12 งานพร้อมกันเลยทีเดียว

การใช้ PCIe เป็นสล็อตมาตรฐานนี้ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับ Mac Pro ใหม่อย่างมาก เพราะอุปกรณ์เชื่อมต่อในตลาดนี้เกือบทั้งหมด ก็เป็นมาตรฐาน PCIe อยู่แล้ว และไม่ต้องกังวลว่าเครื่องนี้จะจ่ายไฟได้ไม่พอ เพราะพาวเวอร์ซัพพลายที่ติดมาให้นี้ เป็นรุ่นที่มีกำลังสูงสุดถึง 1,400 วัตต์

ขุมพลังหลักของ Mac Pro ใหม่ ณ วันเปิดตัวจะใช้ซีพียู Intel Xeon เริ่มต้นที่ 8 คอร์ 3.5GHz ซึ่งสามารถคอนฟิกไปได้สูงสุดถึง 28 คอร์ ที่จะให้ประสิทธิภาพในการใช้งาน Logic Pro หรือ Autodesk ได้เร็วขึ้นกว่า Mac Pro รุ่นก่อนหน้าในระดับ 4-5 เท่าตัวเลยทีเดียว

Apple ได้คำนึงถึงการระบายความร้อนมาเป็นอย่างดี ด้วยการออกแบบให้ Mac Pro ใช้พัดลมขนาดใหญ่ 3 ตัว เสียงรบกวนต่ำ และใช้ระบายลมผ่านรูบนตัวเคส ให้มีกระแสลมไหลผ่านตัวเครื่องและระบบให้ได้มากที่สุด ตัวโครงสร้างเคสทำมาจากสแตนเลส และตัวฝาครอบทำมาจากอะลูมิเนียม ที่เมื่อเปิดฝาเคสแล้ว ก็จะเปลือยโครงสร้างให้เข้าถึงตัวเครื่องภายในได้รอบทิศทาง เพิ่มความยืดหยุ่นในการเพิ่มลดอุปกรณ์ต่อขยายได้อย่างอิสระ

รองรับสิ่งใหม่ไปได้อีกหลายปี

ข้อผิดพลาดรุนแรงของ Mac Pro รุ่นก่อนหน้า คือการที่ชิป I/O ต่างๆ ถูกยึดติดกับตัวเครื่องโดยไม่มีความยืดหยุ่นมากพอ แต่ใน Mac Pro ใหม่นี้ Apple ได้แยกพอร์ตต่างๆ มาอยู่ในรูปแบบของ Apple I/O Card ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ดังนั้น หากในอนาคตมีมาตรฐานใหม่ออกมา เช่นมาตรฐาน Thunderbolt 4 ลูกค้าก็จะสามารถอัปเกรดเฉพาะ I/O Card ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องทนใช้รุ่นเดิมจนไม่เหลือทางเลือกอีกต่อไป

ดีไซน์แบบ Modular ของ Mac Pro ใหม่นี้ คาดว่า Apple จะใช้อย่างต่อเนื่องไปอีกนานหลายปี โดยที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องของพื้นที่ , การระบายความร้อน , การเข้าถึงอุปกรณ์ต่างๆ เหมือนที่ Apple เคยทำผิดพลาดมากับ Mac Pro รุ่นก่อนหน้า

Pro Display XDR จอมอนิเตอร์ราคาสองแสน

ไม่ใช่แค่ Mac Pro ใหม่ แต่รอบนี้ Apple เปิดตัวจอมอนิเตอร์ Pro Display XDR มาด้วย แบบที่สเปคจัดเต็ม 32 นิ้ว ความละเอียด 6K มุมมองกว้าง ขอบเขตสีกว้าง เคลือบกันสะท้อน คอนทราสต์สูง 1,000,000:1 รองรับ HDR ในระดับที่ Apple เรียกมาตรฐานใหม่ว่า Extreme Dynamic Range (XDR) เชื่อมต่อด้วย Thunderbolt 3 และดีไซน์มาให้เข้าชุดกับ Mac Pro ใหม่อย่างลงตัว แม้ว่าจะมีรูระบายความร้อนเยอะจนรกสายตาไปเสียหน่อย

Apple บอกในคีย์โน้ตว่า ถ้าเทียบสเปคหน้าจอกับราคาในตลาดแล้ว การเปิดราคาเริ่มต้นที่ $4999 นี่ถือว่าถูกมาก หรือถ้าถูกเกินไป ก็มีตัวเลือกของกระจก Nano Glass ขยับแพงขึ้นมาเป็น $5999 เฉียดสองแสนบาทไทย เท่ากับราคาเริ่มต้นของ Mac Pro ใหม่

จ่ายเท่านี้ Apple ไม่ให้ขาตั้งจอมาด้วยนะ ต้องซื้อแยก ขาตั้งราคาสามหมื่นกว่าบาท

ขาตั้งจอราคาสามหมื่นกว่าบาท? ไม่แถมมาด้วย

Apple บอกว่า Pro Stand หรือ ขาตั้งจอ Pro Display XDR นี้ ราคา $999 หรือสามหมื่นกว่าบาท ต้องซื้อแยกครับ ถ้าซื้อแค่จอ ก็คงจะใช้งานไม่ได้ เพราะต้องเอาไปพิงฝาผนังเอาไว้ แต่เหตุผลที่ต้องซื้อแยก ก็เนื่องจากหน้าจอระดับนี้ ลูกค้ากลุ่มหลัก ที่เป็นสตูดิโอตัดต่อ จะนำหน้าจอไปติดกับ VESA Mount แบบหนีบโต๊ะ หรือเจาะติดผนังที่มีอยู่เดิมแล้วมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นกรณีนั้น Apple ขาย VESA Mount Adapter ราคา $199 ครับ ถ้ามีขาตั้งติดมาให้ ก็ต้องถอดทิ้งไม่ได้ใช้งานอยู่ดี Apple จึงเลือกที่จะขายขาตั้งแยก ให้ลูกค้าเลือกเอาว่าจะเป็นขาตั้ง Pro Stand หรือจะซื้อเป็น VESA Mount Adapter

ลองพรีเซนต์ใหม่ อาจไม่โดนแซว

ความจริงคือ งานนี้ Apple อาจจะ Present พลาดไปหน่อย ว่าหน้าจอ $4999 ครับ ไม่มีขาตั้งมาให้นะ ถ้าซื้อขาตั้งก็อีก $999 ครับ ก็ไม่แปลกใจที่จะโดนแซวยับเยิน ว่าโห ซื้อจอเป็นแสน แล้วยังต้องซื้อขาตั้งอีกสามหมื่นบาทเนี่ยนะ อะไรมันจะขนาดนั้น …. ลองเปลี่ยนใหม่ครับ ว่า Apple ประกาศราคาเลย ว่าหน้าจอนี้ มีขาตั้งมาให้เสร็จสรรพ ราคาสองแสนบาท แต่ถ้าใครจะซื้อแบบไม่เอาขาตั้ง ก็จะซื้อได้ในราคาแสนหก … แบบนี้ ผลลัพธ์เดียวกัน แต่อาจรอดจากการถูกแซว

Pro Stand ขาตั้งโต๊ะ ราคา $999 นี้ จากการที่ได้สัมผัสตัวจริงในงาน WWDC 2019 ขอให้ความเห็นว่า มันราคาสูงก็จริง แต่ไม่ได้แพงเกินไปเลยนะ เพราะ Pro Stand เป็นขาตั้งขนาดใหญ่มาก และออกแบบด้วยการถ่วงน้ำหนักสวนทางกับน้ำหนักของหน้าจอแบบพอดิบพอดี มีบานพับ 2 จุด ที่ปรับหมุนได้ทุกมุม แบบแทบจะไม่ต้องออกแรง แต่เมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการแล้ว ก็มีความมั่นคงสูงมาก แถมยังสามารถปรับหมุนพลิกจอมาเป็นแนวตั้งได้ด้วย ที่สำคัญคือ มันสามารถยึดหน้าจอได้ง่ายมากด้วยระบบแม่เหล็กหลายจุดและล็อกด้วยตัวสไลด์ ที่ถอดประกอบได้ง่ายกว่าการยึดขาตั้งจอทุกประเภทที่เคยมีมา

ถูกหรือแพง? เหมาะกับใคร?

ทั้ง Mac Pro และหน้าจอ Pro Display XDR นี้ Apple มีลูกค้าเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว และลูกค้ากลุ่มนี้ เฝ้ารอการอัปเดตของ Mac Pro มาอย่างยาวนาน ซึ่ง Mac Pro ใหม่ก็สร้างความน่าตื่นเต้นได้อย่างแท้จริง รวมถึงหน้าจอ Pro Display XDR ที่มีกลุ่มลูกค้าเฝ้ารอการกลับมาผลิตหน้าจอมอนิเตอร์ของ Apple อีกครั้ง หลังจากเลิกขาย Apple Cinema Display ไปนานถึง 8 ปีแล้ว ก็มีความตื่นเต้นที่จะได้ครอบครองหน้าจอระดับมืออาชีพตัวนี้อีกครั้ง

ลูกค้ากลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และหน้าจอ เพื่อ ‘get things done’ หรือเพื่อใช้งานอย่างแท้จริง รีดประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรทั้งหมดตามที่เลือกสเปกมาอย่างสุดขีดความสามารถ เพื่อให้งานที่กำลังเร่งรีบเสร็จสิ้นได้ในเวลาสั้นลง หรือถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ ยังนึกไม่ออกว่า มันคืองานประเภทไหน ก็น่าจะสรุปได้ว่า คุณไม่น่าจะใช่ลูกค้าของกลุ่ม Mac Pro นี้แล้ว

“มันไม่แพงถ้าถามคนซื้อ และมันแพงถ้าถามคนไม่ซื้อ”

Comments