‘The Next Billion Users’ พาอีกพันล้านคน สู่โลกออนไลน์

ปัจจุบัน “ประชากรครึ่งโลก” หรือราวสามพันกว่าล้านคน มีความสามารถในการเข้าถึงโลกออนไลน์ได้แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในยุคที่คนเข้าถึงออนไลน์ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือยุคที่ผู้คนออนไลน์ครั้งแรกจากโทรศัพท์มือถือก็ตาม แต่อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสำหรับประชากรอีกครึ่งโลกที่เหลือ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเท่ากับครึ่งแรก หากไม่ได้มีแรงผลักดันให้เกิดขึ้น

ทำไมทุกคนบนโลกควรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้?

อินเทอร์เน็ต เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะให้ทุกคนสามารถเข้าถึง “ข้อมูล” ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ ซึ่งสิทธิการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตนั้น ถูกเสนอให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ในที่ประชุมสหประชาชาติ เช่นเดียวกับสิทธิในการเข้าถึงอาหารและน้ำดื่ม และสิทธิใดๆ ที่มนุษย์ได้รับการปกป้องในโลกออฟไลน์ ก็ควรได้รับการปกป้องบนโลกออนไลน์เช่นกัน

ตัวเลขเมื่อสิ้นเดือนมีนาคม 2019 ระบุว่า มีประชากรจำนวน 56.8% เท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ นั่นหมายถึง ยังมีอีกสามพันล้านคน ที่ยังเป็นภารกิจที่โลกนี้ต้องผลักดันให้สิทธิขั้นพื้นฐานนี้ เข้าไปได้อย่างทั่วถึง

The Next Billion Users

โปรเจค ‘The Next Billion Users’ หรือเรียกย่อๆ ว่า NBU เป็นโปรเจคของกูเกิล ที่จะส่งเสริมให้มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโลกใบนี้เพิ่มมากขึ้น และมีความจำเป็นที่ต้องคิดให้แตกต่างจากการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เราใช้งานทุกวันนี้ เพราะผู้ใช้งานอีกครึ่งโลกที่เหลือ มีปัจจัยที่ซับซ้อนหลากหลายอย่าง เช่น พื้นที่ห่างไกล ราคาของค่าบริการที่ต้องถูกมากๆ หรือใกล้เคียงกับของฟรี ราคาของอุปกรณ์ต้องถูกลงกว่าปัจจุบันมากๆ ปริมาณข้อมูลที่แต่ละบริการต้องใช้ ก็ต้องน้อยลงกว่าปัจจุบันมาก และยังมีปัจจัยของความรู้ความสามารถในการใช้งาน ที่จะต้องง่าย เรียนรู้ได้เร็ว โดยไม่ต้องมีพื้นฐานของการใช้ดิจิทัลใดๆ มาก่อนในชีวิต

ความท้าทายใหม่ ที่ปราศจากความคุ้นเคย

การพาคนที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ต มาออนไลน์ครั้งแรกนั้น มีความท้าทายใหม่ที่หลายคนอาจจะไม่ทันได้นึกมาก่อน นั่นคือ คนกลุ่มนี้ส่วนมาก ยังไม่มีโอกาสได้เห็นคีย์บอร์ดมาก่อนเลยในชีวิต ไม่มีโอกาสได้รับรู้อินเทอร์เฟซที่เราเข้าใจ ไม่รู้ว่ากล่องข้อความ และมีเคอเซอร์กระพริบนั้น มีไว้ให้พิมพ์ข้อความลงไป ไม่เคยเข้าใจว่า ทำไมปุ่มคีย์บอร์ดถึงได้เรียงตัวอักษรที่กระจัดกระจายแบบนั้น แตกต่างจากคนกลุ่มที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมาสักระยะและมีความคุ้นเคย มีความเข้าใจ ที่จะพาไปถึงการใช้บริการต่างๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้นได้

เสียง คือฮีโร่

หลังจากที่กูเกิลริเริ่มโปรเจค NBU ที่อินเดีย เพื่อเปิดทางให้กับผู้ที่ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตมาก่อน ได้เข้าถึงเป็นครั้งแรก ก็ได้ค้นพบว่า กลุ่มคนที่ไม่เคยมีโอกาสได้ใช้อินเทอร์เน็ตนี้ มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างจากคนออนไลน์ในปัจจุบันอย่างมาก โดยเฉพาะอินเทอร์เฟซของการ input ข้อมูล ที่มีแนวโน้มในการใช้ “เสียง” เยอะกว่ากลุ่มออนไลน์เดิมที่มีความคุ้นเคยกับคีย์บอร์ดหลายเท่าตัว ไม่ว่าจะเป็นการสั่งงานด้วยเสียง หรือ การสั่งพิมพ์ด้วยเสียงก็ตาม ดังนั้น ปัจจัยหลักในการให้ประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ คือต้องพัฒนาระบบสั่งงานด้วยเสียง ทั้ง voice recognition และ ระบบผู้ช่วยส่วนตัวให้ดียิ่งขึ้น และรองรับกับภาษาท้องถิ่นได้อย่างแม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เหตุที่กูเกิล ทุ่มเทกับระบบการสั่งงานด้วยเสียงเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็เพราะมีโปรเจค NBU นี้คอยหนุนหลังให้มีการพัฒนาให้เกิดความแม่นยำมากขึ้น และรองรับภาษาท้องถิ่นมากขึ้น ที่นอกจากจะเกิดประโยชน์กับกลุ่ม Next Billion Users แล้ว ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตปัจจุบันก็จะได้รับประโยชน์ควบคู่กันไปด้วย เพราะระบบผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะต่างๆ ก็จะเก่งกาจขึ้นจากอานิสงส์นี้

ราคาอุปกรณ์ ต้องถูกลง

กูเกิล ได้พัฒนา Android มาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของทุกกลุ่ม ตั้งแต่ระดับพรีเมียมราคาโทรศัพท์เครื่องละหลายหมื่นบาท ลงมาจนถึงเครื่องละไม่กี่พันบาท แต่นั่นก็อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการปลดล็อกให้คนอีกนับพันล้านคนที่ยังไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือ ได้มาครอบครองโทรศัพท์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ และได้ประสบการณ์การใช้งานที่ใกล้เคียงกับผู้ใช้สมาร์ทโฟนในปัจจุบัน โดยอย่างน้อยๆ ต้องมีฟีเจอร์พื้นฐานคือ สามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกับที่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนพรีเมียมสามารถเข้าถึงได้

ทีม NBU ของกูเกิลนี้ ต้องคุยกับทีมที่ดูแล Android ให้ออกแบบ Android ในเวอร์ชั่นน้ำหนักเบา ใช้ทรัพยากรฮาร์ดแวร์น้อยกว่าปกติ เพื่อที่มันจะสามารถรันบนโทรศัพท์สเปคต่ำได้ จากนั้น กูเกิลก็ไปร่วมมือกับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ ให้ผลิตโทรศัพท์ราคาถูก ในสเปคที่เพียงพอต่อการใช้งาน Android Go Edition ผลักให้ตลาดสมาร์ทโฟนมีราคาเฉลี่ยที่ต่ำลง และมีราคาเริ่มต้นที่ไม่ถึงหนึ่งพันบาทได้จนสำเร็จ

นอกจากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนราคาย่อมเยาแล้ว กูเกิลยังร่วมพัฒนาโทรศัพท์ “สมาร์ทฟีเจอร์โฟน” สำหรับตลาดบางประเทศ ที่มีราคาที่ย่อมเยาลงไปอีก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งานโทรศัพท์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เป็นครั้งแรกในชีวิต

ปริมาณข้อมูลที่ใช้ ก็ต้องน้อยลง หรือใช้ออฟไลน์ได้เลยยิ่งดี

นอกจากราคาอุปกรณ์ที่ถูกลงแล้ว แต่ละแอพ แต่ละบริการ ก็ต้องถูกออกแบบมาให้มันใช้งานดาต้าน้อยลงด้วย เพราะ Data Plan หรือแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตในหลากหลายประเทศ หรือในบางพื้นที่ของโลก ยังมีราคาที่สูงเกินกว่ากลุ่มผู้ใช้งานใหม่จะสามารถจ่ายได้ไหว ทีม NBU นี้ ก็ต้องร่วมมือกับทีมที่ดูแลแต่ละบริการภายในบริษัทฯ ให้พัฒนาแอพโดยใช้ปริมาณข้อมูลน้อยลง หรือให้ใช้งานแบบออฟไลน์ได้

ผลลัพธ์ที่ได้ คือเราได้เห็นหลายบริการของกูเกิล มีตัวเลือกให้สามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้ เช่น Google Maps สามารถดาวน์โหลดข้อมูลบางพื้นที่มาเก็บไว้ในเครื่องเพื่อใช้งานแบบออฟไลน์ได้ , YouTube มีบริการดาวน์โหลดคลิปมาดูออฟไลน์ภายหลังได้ , Google Translate แปลภาษาที่เราใช้งานบ่อยๆ แบบไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่ม Next Billion Users ที่จะนำเครื่องวิ่งหา WiFi สาธารณะแบบฟรี เพื่อดาวน์โหลดข้อมูลมาเก็บไว้ และนำไปใช้แบบออฟไลน์โดยไม่ต้องพึ่งพาแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต และแน่นอนว่า ผู้ใช้งานทั่วไป ก็ได้รับประโยชน์ของฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมมานี้เช่นเดียวกัน

ขยายพื้นที่ให้บริการ WiFi ฟรี เปิดทางให้คนเรียนรู้สิ่งใหม่

การที่จะทำแบบนั้นได้ ก็จำเป็นที่ผู้ใช้งานจะต้องมีบริการ WiFi ฟรีใกล้บ้าน หรือในพื้นที่ชุมชน ซึ่ง Google ได้เปิดตัวโครงการ Google Station ให้บริการ WiFi ฟรี ในหลากหลายประเทศในกลุ่ม NBU ไปแล้ว เช่น ตามสถานีรถไฟของอินเดีย , พื้นที่ชุมชน หรือตลาดในอินโดนีเซีย และแม้กระทั่งในประเทศไทย ก็มีบริการ Google Station หลากหลายแห่งแล้วเช่นกัน

พฤติกรรมของผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ ที่กูเกิลสังเกตได้ก็คือ ในทุกๆ วัน จะมีผู้คนแวะมาพื้นที่ที่อยู่ในเขตให้บริการ Google Station เพื่อมาดาวน์โหลดคอนเทนต์ใหม่ๆ เช่น มาโหลด YouTube อาจจะเพื่อความบันเทิง และเพื่อการศึกษา จากนั้นก็จะกลับไปรับชมคอนเทนต์ที่บ้านของตัวเองโดยไม่ต้องใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตบนมือถือ ทำแบบนี้ทุกวัน และเปิดทางให้คนจำนวนที่ไม่มีโอกาสได้ใช้อินเทอร์เน็ตมาก่อน ได้เข้าถึงข้อมูลเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

เป้าหมาย ไม่ใช่แค่หนึ่งพันล้าน แต่จะได้รับประโยชน์ทุกคน

The Next Billion Users ที่กูเกิลตั้งใจจะให้คนมีโอกาสได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต จะไม่ได้สิ้นสุดแค่การเพิ่มประชากรอินเทอร์เน็ตอีกหนึ่งพันล้านคน แต่เป้าหมายคือทำให้ทุกคนบนโลก สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมแค่ไหนก็ตาม ก็จะมีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้ส่งเสริมให้มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และแน่นอนว่า ความตั้งใจนี้ จะเปิดโอกาสให้กับทั้งกลุ่มคนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตมาก่อน ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ร่วมไปกับคนที่มีโอกาสอยู่แล้ว จะได้ประสบการณ์จากการใช้บริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนกูเกิลที่เป็นผู้ผลักดันนี้ ก็จะได้รับประโยชน์ทางด้านธุรกิจที่จะมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น และ มีจำนวนผู้ใช้บริการของตนเองมากขึ้น

เป็นโปรเจคที่ได้รับประโยชน์ทุกฝ่าย ที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง

บทความโดย:
อู๋ spin9

Comments