Google I/O 2019 กับ ภารกิจ “ข้อมูลเพื่อทุกคนบนโลก”

งานแสดงวิสัยทัศน์ประจำปีของ Google และงานสัมมนานักพัฒนาประจำปีนี้ Google เน้นภารกิจหลัก คือ การ “จัดระเบียบข้อมูล” เพื่อให้ “ทุกคนบนโลก” สามารถเข้าถึงได้ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างสุดขีดความสามารถ

“to organize the world’s information and make it universally accessible and useful.” ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของกูเกิล ที่ไม่ใช่เรื่องง่าย และกูเกิลก็พัฒนาจากปี 1998 ที่มีเพียงระบบ Search มาไกลมาก เพื่อให้เข้าใกล้จุดมุ่งหมายของภารกิจนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีผลชัดเจนมากในปีนี้

Google เริ่มงาน Google I/O 2019 ด้วยการตอกย้ำภารกิจนี้ ซึ่งปัจจัยของการทำให้ข้อมูล “มีประโยชน์ และ สามารถให้ทุกคนบนโลกเข้าถึงได้” และนี่คือทั้งหมดที่กูเกิลอัปเดตในปีนี้

ข้อมูลชุดเดิม ที่มีประโยชน์มากขึ้น

กูเกิลได้พัฒนาระบบ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลชุดเดิม ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ช่วยให้งานเสร็จได้ง่ายขึ้น ต่อยอดจากปีที่แล้ว ด้วยการทำให้ระบบค้นหา หรือ Search Engine เก่งกาจมากขึ้น แสดงผลได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

ระบบค้นหาของกูเกิลที่เราคุ้นเคยกันมานับสิบปี กำลังจะทำให้ผลการค้นหาน่าสนใจมากขึ้น ด้วยการรองรับเทคโนโลยี AR เพื่อให้เราสามารถเห็นภาพของผลการค้นหาในรูปแบบของวัตถุสามมิติ ขนาดเท่าของจริง หมุนดูได้ทุกมุม และสามารถนำมาจำลองวางในพื้นที่จริงได้ เช่นการค้นหารองเท้าสักคู่ ก็สามารถนำมาลองวางที่ห้อง เทียบกับชุดที่จะใส่ดูได้ ว่ามันเข้ากันอย่างที่เราตั้งใจหรือไม่ ก่อนที่จะไปตัดสินใจเลือกซื้อได้

หรือในแง่ของการศึกษา เด็กอาจจะค้นหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ที่จะให้เห็นภาพมากกว่าการแสดงผลแบบวิดีโอ ก็มาแสดงผลแบบ AR กันเสียเลย ซึ่งบนเวที I/O 2019 ก็โชว์ความสามารถนี้ ด้วยการค้นหาฉลามขาว และจำลองให้มันมาอยู่บนเวที เรียกเสียงฮือฮาของผลการค้นหาด้วยกูเกิลรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งจะช่วยให้ประสบการณ์การค้นหาข้อมูลต่างๆ ของทุกคน สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในรูปแบบที่สมจริงและเกิดประโยชน์มากกว่าเดิม

Google Lens หรือ การใช้กล้องโทรศัพท์ มาช่วยให้กูเกิลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลของสิ่งที่เราเห็นจริงๆ ได้แบบเรียลไทม์ ก็พัฒนาอีกขั้นในปีนี้ ด้วยการยุบขั้นตอนยุ่งยากในชีวิตประจำวัน เช่น สามารถใช้กล้องส่องเมนูที่ร้านอาหาร เพื่อแตะดูได้เลยว่า เมนูไหน มีหน้าตาเป็นอย่างไร มีรีวิวจากคนที่เคยมาทานแล้วกี่คะแนน โดยไม่สลับแอพไปมาเพื่อค้นหา หรือสามารถใช้กล้องส่องบิลร้านอาหาร เพื่อคำนวนว่าต้องทิปเท่าไหร่ หรือเลือกจำนวนคนที่ทานด้วยกัน เพื่อให้แอพคำนวนได้เลยว่าหารแล้ว ต้องจ่ายคนละเท่าไหร่ จบในแอพเดียว

“GOOGLE IS NO LONGER A COMPANY THAT JUST HELPS YOU FIND ANSWERS. TODAY, GOOGLE PRODUCTS ALSO HELP YOU GET STUFF DONE.” – SUNDAR PICHAI, GOOGLE CEO

หรือ การอ่านป้ายภาษาต่างประเทศ กำแพงภาษาก็ถูกทำลายลง ด้วยการใช้กล้องมือถือ ส่องไปที่ป้าย เพื่อแปลภาษาแบบสดๆ ซ้อนภาษาที่เราเข้าใจ เข้าไปทดแทนภาษาต่างประเทศได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงสามารถแตะให้อ่านป้ายให้ฟังได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาพื้นฐานของประเทศที่เราจะเดินทางไป เปิดทางให้ทุกคน สามารถเข้าใจสิ่งใหม่ได้ในรูปแบบที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ปรับแต่ง ให้เข้ากับการใช้งานของแต่ละคน

ข้อมูลของแต่ละคน ย่อมมีความแตกต่างกัน ศัพท์คำเดียวกันหรือคำค้นหาเดียวกัน อาจมีความหมายคนละอย่างกัน เช่น คำว่า “วันครบรอบแต่งงาน” หรือ คำว่า “บ้านแม่” ของแต่ละคน ก็เป็นคนละข้อมูล เป็นคนละวัน เป็นคนละสถานที่ ดังนั้น กูเกิลจึงได้เปิดตัวสิ่งที่เรียกว่า ‘Personal References’ เพื่อเข้าใจบริบทของแต่ละคนที่ใช้งานกูเกิลได้ใกล้เคียงกับภาษาที่มนุษย์เข้าใจได้

เราสามารถสั่งกูเกิล หรือถามกูเกิลด้วยคำสั่งเสียง แบบเดียวกับที่เราคุยหรือถามมนุษย์ด้วยกันได้ เช่น ถามกูเกิลว่า “จากที่นี่ไปบ้านแม่ ใช้เวลาเท่าไหร่” กูเกิลก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า เรากำลังจะเดินทางไปที่บ้านคุณแม่ คำนวนเวลาประกอบกับข้อมูลจราจร และตอบกลับเส้นทางมาให้ได้อย่างแม่นยำ ทั้งๆ ที่คำว่า “บ้านแม่” อาจจะหมายถึงร้านอาหารที่ชื่อร้านบ้านแม่ก็เป็นได้ แต่กูเกิลจะเข้าใจจากบริบทและรูปแบบการใช้งานของแต่ละคนได้ ว่าคำสั่งนี้ หมายถึงบ้านคุณแม่ ไม่ใช่ร้านอาหาร

ข้อมูลที่ทุกคนบนโลกเข้าถึงได้ – ทุกคนจริงๆ

คำว่า “ทุกคน” ของภารกิจกูเกิลนี้ หมายถึง ทุกคนจริงๆ ไม่ใช่แค่คนส่วนมาก แต่กูเกิลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับคนในกลุ่มที่หลายคนอาจละเลย เช่น คนที่นับถือศาสนาที่แตกต่าง คนที่มีความเชื่อที่แตกต่าง คนพิการ คนผิวสี คนทุกเพศ ทุกวัย คนถนัดซ้าย ฯลฯ โดยไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพัฒนาทุกผลิตภัณฑ์หรือบริการ ให้ “ทุกคน” สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน

ที่กูเกิล มีตำแหน่งที่เรียกว่า ‘Product Inclusion’ ที่จะช่วยปรับปรุงทุกผลิตภัณฑ์ของกูเกิล ให้รองรับกับคนทุกคนได้ และนั่นแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ที่จะทำให้ภารกิจ “เข้าถึงทุกคน” ของกูเกิลไปถึงความตั้งใจได้จริงๆ

ฟีเจอร์สำคัญ ที่ถูกเปิดตัวในงาน I/O ปีนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า ‘Live Caption’ หรือระบบการทำ “ซับไตเติ้ล” อัตโนมัติ ให้กับทุกคลิปวิดีโอ ไม่ว่าคลิปนั้นจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม ทั้งภาพยนตร์ คลิปยูทูป คลิปที่ถ่ายเองง่ายๆ ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งพอดแคส หากนำมาเล่นบนโทรศัพท์แอนดรอยด์ ผู้ใช้งานจะสามารถเลือกเปิด Live Caption โชว์ซับไตเติ้ลบนหน้าจอได้อัตโนมัติ รองรับหลายภาษา เพื่อรองรับให้กับกลุ่มคนที่พิการทางการได้ยิน ที่มีจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงคอนเทนต์วิดีโอได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล รวมถึงบุคคลทั่วไป ที่ต้องการจะดูวิดีโอแบบปิดเสียง เช่นขณะเดินทางในรถสาธารณะ ก็จะได้รับประโยชน์จากฟีเจอร์นี้เช่นกัน

นอกจากนี้ กูเกิลยังเปิดเผยโปรเจค Euphonia ระบบ voice recognition สำหรับผู้พิการทางการออกเสียง เช่น ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่ไม่สามารถออกเสียงเป็นภาษาได้อย่างชัดเจน ก็สามารถใช้เทคโนโลยีการสสั่งงานด้วยเสียงได้เช่นกัน ด้วยการฝึกให้ระบบเข้าใจลักษณะการออกเสียง ซ฿่งแม้จะไม่สามารถพูดได้ชัด แต่ระบบของกูเกิลก็เข้าใจได้ทุกคำพูด

AI เพื่อทุกคน

อีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญ ของการทำเทคโนโลยีเพื่อทุกคนของกูเกิลในปีนี้ คือการโชว์ความก้าวล้ำของ Google AI ทางการแพทย์ ว่าสามารถตรวจจับจากผล CT Scan ว่า ใครเป็นมะเร็งปอด ได้ก่อนที่แพทย์ส่วนมากจะตรวจจับได้นานถึง 1 ปี และเพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจะรอดชีวิตได้มากถึง 40%

การใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์นี้ ได้เข้ามาช่วยให้แพทย์สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ในหลากหลายด้านแล้ว มีผลงานรับรองว่า ปัจจุบันระบบ AI สามารถตรวจจับความผิดปกติในหลายโรคได้ดีเทียบเท่า หรือ ดีกว่าแพทย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ที่อาจสูญเสียโอกาสจากความผิดพลาดของแพทย์ หรือผู้ที่อยู่ห่างไกล ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงสถานพยาบาลได้

ภารกิจระยะยาว ที่ยังต้องดำเนินไปอีกยาว

กูเกิล ยึดมั่นภารกิจการจัดการข้อมูลให้เกิดประโยชน์ และให้ทุกคนบนโลกสามารถเข้าถึงได้ มานานถึง 21 ปีแล้ว ถึงวันนี้ มีผู้คนประมาณครึ่งโลก ที่สามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้ ภารกิจของกูเกิลนี้ จึงยังเหลือหนทางอีกยาวไกล และแม้ว่าเทคโนโลยีหลายอย่างจะพัฒนามาไกลมาก แต่ส่วนที่เหลือจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยข้อจำกัดของการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้คนในพื้นที่ห่างไกล กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และความสามารถในการซื้ออุปกรณ์ ซึ่งภารกิจที่ควบคู่กันนับจากนี้ จะเป็นสิ่งที่กูเกิลเรียกว่า NBU หรือ Next Billion Users ในการผลักดันให้เกิดคนออนไลน์เพิ่มอีกพันล้านคนถัดไป ด้วยการร่วมทำให้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนมีราคาถูกลง, มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงในพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น และ ให้ความรู้ทางด้านดิจิทัลกับทุกคน ในทุกประเทศทั่วโลกต่อไป

บทความโดย:
อู๋ spin9

Comments