จับตาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จะเปลี่ยนชีวิตเราในอีก 10 ปีข้างหน้า

จะดีแค่ไหน ถ้าหากเทคโนโลยีการแพทย์ก้าวหน้าไปถึงจุดที่มีความแม่นยำสูง และกระจายไปถึงประชาชนทุกคน ต่อไปการวินิจฉัยจะถูกต้องแม่นยำมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ภาพ (Visual Sensor) ในขณะที่เทคโนโลยีประมวลผลภาพ (Computer Vision) ที่ทรงพลังกว่าเดิม จะเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ของการรักษาชีวิตนับล้าน ตลอดจนป้องกันโรคภัยไข้เจ็บล่วงหน้าได้อย่างไม่รู้จบ

บริษัท LDV Capital ได้เปิดเผยรายงานการศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มด้านเทคโนโลยีการแพทย์ โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากสถาบันชั้นนำ อาทิ BBC Research, Frost & Sullivan, Mckinsey, IEE Spectrum และ CBInsights

มาดูกันว่าในอีก 10 ปีเทคโนโลยีการแพทย์จะเป็นอย่างไร

โปรเจ็กต์การใช้เทคโนโลยี AI/ML ตรวจจับหาเชื้อมะเร็งในภาพของบริษัท Google

AI จะช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคด้วย Visual Technology 

ในอีก 10 ปีข้างหน้า การทำงานทางการแพทย์จะเชื่อมโยงกับระบบดิจิทัลเกือบทั้งหมด ข้อมูลทางการแพทย์จะถูกบันทึกเป็นไฟล์ดิจิทัล ซึ่งเป็นรูปภาพเสียเป็นส่วนใหญ่ และอาศัยเทคโนโลยีภาพ (Visual Technology) แบบต่างๆ ในการประมวลผล

เทคโนโลยีภาพจะมีบทบาทในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวินิจฉัยคนไข้ การรักษา การดูแล และการป้องกัน โดย AI จะเข้ามาช่วยตรวจสอบ วิเคราะห์ ประมวลผล และจัดการข้อมูลที่ได้จากรูปภาพ วิดีโอ และภาพสแกนต่างๆ 

3 เทคโนโลยีหลักที่จะส่งพลิกโฉมการวินิจฉัยทางการแพทย์ คือ เครื่องวินิจฉัยด้วยภาพที่มีขนาดเล็กลง เทคโนโลยีแสดงภาพอวัยวะที่ก้าวหน้ามากขึ้น สามารถตรวจจับโรคตั้งแต่แรก และเทคโนโลยีเสมือนจริงที่ใช้ในการแพทย์ (Virtual Medicine)

เครื่องมือมีขนาดเล็กลงใช้งานได้ง่ายขึ้น

เครื่องมือทางการแพทย์จะมีขนาดเล็กลง และทรงประสิทธิภาพกว่าที่ผ่านมา โดยผนวกรวมเทคโนโลยี Computer Vision และ AI เข้าด้วยกัน ทำให้แพทย์สามารถใช้แสดงภาพอวัยวะเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Imaging) ได้ทุกที่

ปกติแล้วเครื่อง MRI มีปัญหาตรงที่ใช้งานลำบาก เพราะมีขนาดใหญ่และราคาแพง ต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยควบคุมการทำงานอีกที จึงใช้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น และผู้ป่วยจะต้องนอนนิ่งๆ จึงยังไม่ตอบโจทย์ผู้ป่วยทุกกลุ่ม เช่น เด็กทารก และผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดต่างๆ

แต่เทคโนโลยี Visual Sensor และอัลกอริทึม AI จะทำให้เครื่องมือมีขนาดเล็กลง ใช้งานได้รวดเร็วและง่ายขึ้น สามารถใช้กับผู้ป่วยได้ทุกที่ ประหยัดค่าใช้จ่าย และภาพที่ได้จะถูกส่งจากแผนกรังสีไปยังห้องผ่าตัด ห้องยา หรือห้องนั่งเล่นคุณได้อย่างง่ายดาย

Next Generation Sequencing จะช่วยวินิจฉัยมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก 

Next Generation Sequencing ที่ใช้ในการวิเคราะห์พันธุกรรม และการแสดงภาพโมเลกุล (Molecular Imaging) จะใช้วินิจฉัยโรคตั้งแต่ก่อนแสดงอาการโดยทำการวิเคราะห์สารเคมีต่างๆ ในเซลล์ และจะเข้ามามีบทบาทในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน 

เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์กำลังช่วยตรวจสุขภาพของเด็ก โดยมีแพทย์ให้คำปรึกษาผ่านวิดีโอคอลล์
Photo: AAMIR QURESHI / AFP

ตัดปัญหาระยะทางด้วยการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) 

ในปี 2028 การพบแพทย์และขอคำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านวิดีโอคอลจะเป็นเรื่องปกติ ทำใหผู้คนเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางได้ง่ายขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายและการเดินทาง การแพทย์ทางไกลได้ช่วยผู้บาดเจ็บไปแล้ว 1.9 ล้านคนในสงครามซีเรีย และการมีเทคโนโลยีนี้อยู่ในรถพยาบาลจะช่วยให้แพทย์รักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที

Screening Technology ไกลแค่ไหนก็ตรวจรักษาได้ 

Screening Technology จะถูกผนวกเข้ากับเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล โดยแพทย์จะใช้รีโมทควบคุมกล้องเพื่อตรวจผู้ป่วย นอกจากนี้ Visual Technology จะเป็นกุญแจสำคัญในการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ชีพจร ความดันโลหิต หรือแม้แต่ปัญหาสายตา 

Remote Patient Monitoring เก็บข้อมูลการใช้ชีวิตเพื่อการดูแลแบบ personalised

การมอนิเตอร์ผู้ป่วยทางไกล (Remote Patient Monitoring) จะทำให้แพทย์สามารถดูแลคนไข้รายบุคคล (Personalized) เช่น ในอนาคต Apple Watch จะอัพเดทข้อมูลคนไข้แบบนาทีต่อนาที ทำให้แพทย์รู้ว่าผู้ป่วยมีพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบไหน เพื่อที่จะวางแผนการรักษาได้ถูกต้อง โดยไม่ต้องกลัวข้อมูลเหล่านี้จะรั่วไหล เพราะข้อมูลพวกนี้จะถูกเก็บโดยผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยจะเป็นเจ้าของข้อมูล และมีสิทธิ์ที่จะให้หรือไม่ให้ข้อมูลนี้กับแพทย์

นี่ถือเป็นสัญญาณอนาคตทางการแพทย์ที่สดใส และจะเป็นประโยชน์กับคนทั่วโลกเลยทีเดียว

Cover Photo: Designed by Freepik

Comments