รีวิว The Power of Habit พลังแห่งนิสัยและวิธีเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ต้องการ

นิสัย เป็นสิ่งที่หากถูกสร้างขึ้นมาแล้วก็ยากที่จะแก้ไขและมีแนวโน้มติดตัวเราไปตลอดชีวิต หนังสือ The Power of Habit: Why we do what we do and how to change โดย Charles Duhigg ช่วยให้เราเข้าใจว่านิสัยเกิดจากอะไร และทำอย่างไรจึงจะเข้าไปเปลี่ยนวงจรของนิสัยเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเดิมได้

หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือการทำความเข้าใจว่านิสัยที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร วิธีสร้างนิสัยใหม่และเปลี่ยนนิสัยเก่า ส่วนที่สองคือการสำรวจนิสัยของคนและองค์กรที่ประสบความสำเร็จ และส่วนที่สามคือนิสัยของสังคม หรือการดูว่ากระบวนการสร้างนิสัยของคนในสังคมที่นำไปสู่ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ประโยชน์ของนิสัย

ผู้เขียนได้อธิบายให้เข้าใจว่านิสัยเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ ยกตัวอย่างเช่น หากทุกวันเราต้องตัดสินใจทุกเรื่องในชีวิตใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การตัดสินใจว่าตื่นมาตอนเช้าจะแปรงฟันก่อนหรือกินข้าวก่อน จะอาบน้ำเลยดีไหม จะถูส่วนไหนของร่างกายก่อน จะไปทำงานยังไง ขับรถจะเหยียบเบรคหรือคันเร่ง ฯลฯ เราก็คงจะบ้าตายไปเสียก่อน นิสัยจึงเกิดขึ้นเนื่องจากสมองพยายามหาวิธีลดกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ลงด้วยการปรับให้สิ่งที่เราทำในแต่ละวันกลายเป็นกิจวัตรหรือนิสัยแทน เราจะได้ไม่ต้องดึงเมมโมรี่ส่วนนี้มาใช้งานเยอะ และเหลือพื้นที่ให้นำไปใช้ขบคิดเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า วิวัฒนาการนี้จึงทำให้สมองของมนุษย์นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่ลดขนาดให้เล็กลง เมื่อขนาดของศีรษะเล็กลงก็จะเป็นการลดอัตราการตายของแม่และเด็กในระหว่างคลอดด้วย

สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ไม่ใช่ว่านิสัยทุกอย่างจะเป็นเรื่องดีๆ ที่เราอยากเก็บไว้ นิสัยบางอย่างถูกสร้างขึ้นและติดอยู่กับตัวเราเหนียวแน่นจนยากจะสะบัดให้หลุด และนิสัยเหล่านี้แหละที่ทำให้ชีวิตของเราไม่มีคุณภาพมากเท่าที่เราอยากให้เป็น

นิสัยเกิดขึ้นได้อย่างไร

Charles Duhigg อธิบายสิ่งที่เรียกว่า “The habit loop” เพื่อให้เห็นวงจรการทำงานของนิสัย ตามภาพนี้

ภาพประกอบจากหนังสือ The Power of Habit

ภาพนี้มาจากการทดลองของนักวิจัย MIT ในยุคเก้าศูนย์ โดยปล่อยหนูลงไปเขาวงกตรูปตัว T และใช้ฉากกั้นหนูเอาไว้ เมื่อมีเสียงดัง กริ๊ก จากการเปิดฉากกั้น หนูก็จะเริ่มออกเดินขึ้นๆ ลงๆ ไปตามทาง จนกระทั่งเดินไปจนถึงปลายตัว T ด้านหนึ่งหนูก็จะค้นพบช็อกโกแลตที่วางเอาไว้ นักวิจัยพบว่ากระบวนการขั้นตอนทั้งหมดก่อให้เกิดกิจกรรมจำนวนมากในสมองของหนู แต่เมื่อทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง ก็เกิดเรื่องที่น่าประหลาดใจเมื่อพบว่ากิจกรรมในสมองหนูลดน้อยลงจนแทบไม่เหลือ ในขณะที่หนูก็สามารถเคลื่อนไหวไปมาในเขาวงกตได้คล่องแคล่วขึ้น ซึ่งก็แปลว่าหนูใช้สมองในการคิดน้อยลงนั่นเอง สมองมนุษย์ก็เช่นกัน หากเราเริ่มทำอะไรเป็นครั้งแรก ความสนใจทั้งหมดจะพุ่งไปจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำตรงหน้า เมื่อทำบ่อยครั้งเข้าเราก็สามารถทำมันได้จนแทบจะไม่ต้องใช้พลังสมองอะไรเลย

จากในภาพจะเห็นว่า Habit loop ประกอบไปด้วย 3 สิ่ง สิ่งแรกคือ Cue เพื่อเป็นสัญญาณให้สมองรู้ว่าจะต้องเข้าสู่โหมดอัตโนมัติด้วยการหยิบนิสัยชุดไหนมาใช้ Routine คือกิจวัตรที่ทำ อาจจะเป็นทางกายภาพ ทางจิต หรือทางอารมณ์ก็ได้ และ Reward คือรางวัลที่ช่วยให้สมองรู้ว่าจะต้องบันทึกนิสัยนี้เอาไว้ใช้อีกในอนาคต

ในกรณีการทดลองของนักวิจัย MIT ครั้งนี้ Cue คือเสียง กริ๊ก ของการเปิดฉากกั้น หนูจะเข้าสู่โหมด Routine ของการออกวิ่งตามทางที่คุ้นเคยโดยที่แทบจะไม่ได้ใช้พลังสมองเลย และ Reward คือช็อกโกแลตอันหอมหวาน เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าครั้งต่อไปเมื่อได้ยินตัวกระตุ้นเป็นเสียงกริ๊กอีก สมองก็จะสั่งการให้ร่างกายทำแบบเดิมเพื่อคาดหวังว่าจะได้รับรางวัลเหมือนเดิม

รูปแบบเดียวกันนี้ใช้ได้กับนิสัยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การติดพนัน การแปรงฟัน (เราแปรงฟันเพราะมีตัวกระตุ้นว่าฟันจะต้องขาว และรางวัลที่ได้คือความรู้สึกซ่าที่ยาสีฟันหลงเหลือเอาไว้ให้ในปากเพื่อบ่งบอกว่าฟันของเราขาวสะอาดแล้ว) การสูบบุหรี่ การกินจุบจิบ การออกกำลังกาย หรืออาการที่คนในยุคสมัยนี้เป็นหนักอย่างการติดมือถือก็เช่นกัน

แล้วจะเปลี่ยนนิสัยได้อย่างไร

กฏทองของการเปลี่ยนนิสัยคือ “เราไม่สามารถกำจัดนิสัยแย่ๆ ทิ้งไปได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนมันได้” ด้วยกระบวนการ

Use the same cue.

Provide the same reward.

Change the routine.

ซึ่งก็คือการปล่อยสองอย่างซ้ายขวาเอาไว้ที่เดิม เปลี่ยนเฉพาะแค่ routine เท่านั้น

ยกตัวอย่างหากเราต้องการเปลี่ยนนิสัยของการชอบกินจุบกินจิบในระหว่างวัน สิ่งที่จะต้องทำคือหา cue กับ reward ให้เจอก่อน ผู้เขียนเล่าถึงการที่ตัวเขาเองติดนิสัยต้องลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานในช่วงบ่ายๆ และเดินไปซื้อคุกกี้ช็อกโกแลตชิปทุกวันจนน้ำหนักตัวขึ้น สิ่งแรกที่เขาทำคือจะต้องเข้าใจ cue ว่า อะไรก่อให้เกิดความรู้สึกว่าจะต้องลุกไปซื้อคุกกี้ คือความเบื่อ ความหิว น้ำตาลตก ความรู้สึกอยากจะพัก หรือเพราะถึงเวลานั้นๆ ของวัน

จากนั้นก็ดูว่า reward หรือรางวัลที่ได้รับคืออะไร การได้กินคุกกี้อร่อยๆ การได้ลุกขึ้นเปลี่ยนบรรยากาศ​ การได้รับน้ำตาลเข้าไปในร่างกาย หรือการได้เดินไปคุยกับเพื่อนร่วมงานระหว่างทาง

ต่อไปคือจะต้องเปลี่ยน routine แต่ยังคงไว้ซึ่ง cue และ reward แบบเดิม เช่น หากเข้าใจว่า reward คือความต้องการที่จะพบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น แทนที่ routine จะเป็นการเดินไปที่โรงอาหารเพื่อซื้อคุกกี้ ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นการตั้งใจเดินตรงไปที่โต๊ะของเพื่อนร่วมงานเพื่อพูดคุยเม้ามอย หรือลองออกไปเดินเล่นรอบๆ ในกรณีที่ reward เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากโต๊ะทำงาน routine แบบนี้ก็จะให้รางวัลที่อิ่มเอมใจไม่แตกต่างจากการซื้อคุกกี้ช็อกโกแลตชิปมากินเลย การที่จะเข้าใจว่า cue และ reward คืออะไรนั้นก็จะต้องผ่านการทดสอบหลายๆ ครั้งเพื่อดูให้แน่ใจนั่นเอง

Editor’s View

นอกจากที่คัดย่อมาให้ได้อ่านแล้วหนังสือเรื่องนี้ยังได้อธิบายถึงกรณีการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างการที่ โรซ่า ปาร์ค ขัดขืนที่จะให้ที่นั่งบนรถเมล์แก่ผู้โดยสารผิวขาว ไปจนถึงการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิภายใต้การนำของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และการบอยคอตต์รถเมล์อันยาวนานเป็นปี ว่าเกิดขึ้นจากการสร้างนิสัยทางสังคมแบบไหน ซึ่งแม้คอนเซ็ปต์ของ peer pressure จะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ก็นับว่าอ่านเพลิน อ่านสนุก และได้ความรู้ไม่น้อย

ส่วนการทำความเข้าใจวงจรของนิสัยก็เป็นเรื่องจำเป็นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนนิสัยที่เราไม่ต้องการได้ แต่สิ่งที่น่าจะจำเป็นยิ่งกว่านั้นก็คือความมุ่งมั่นและความเชื่อว่านิสัยเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนได้ นี่ไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับนิสัยเพียงเรื่องเดียวในท้องตลาด ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มภายใต้หัวข้อเดียวกันนี้ที่อาจจะได้รับความนิยมมากกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่ก็เชื่อว่าความคิดพื้นฐานก็น่าจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ ถ้าเคยอ่านเล่มอื่นมาแล้ว เล่มนี้ก็อาจจะพลาดได้แบบไม่น่าเสียดาย แต่ถ้ายังไม่เคยศึกษาเรื่องนี้ The Power of Habit ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี

 

Comments
The following two tabs change content below.

Sueching Chin

"ซู่ชิง" จิตต์สุภา ฉิน บรรณาธิการ Vantage. คอลัมนิสต์ ผู้ดำเนินรายการไอที นักจัดพอดแคสต์ ผู้ขับเคลื่อนด้วยโกโกเย็นวันละแก้ว